
เรืองไกรร้องสรรพากรสอบการเสียภาษีดารา
ข้อ 1 ผู้ถูกร้อง คือ นักแสดงสาธารณะ ตามความหมายในคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.102/2544 ที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคล โดยควรมีขอบเขตการตรวจสอบเกี่ยวกับการเสียภาษีของนักแสดงสาธารณะย้อนหลังไปเป็นเวลา 5 ปี
ข้อ 1 ผู้ถูกร้อง คือ นักแสดงสาธารณะ ตามความหมายในคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.102/2544 ที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคล โดยควรมีขอบเขตการตรวจสอบเกี่ยวกับการเสียภาษีของนักแสดงสาธารณะย้อนหลังไปเป็นเวลา 5 ปี
ข้อ 2 เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีดารานักแสดงบางคนอาจมีพฤติการณ์หลบหนีภาษีจากเงินได้ที่รับมา โดยการใช้สำเนาบัตรประชาชนของคนอื่นมาเป็นเอกสารหลักฐานประกอบการรับเงิน ทั้งที่ผู้มีเงินได้ที่แท้จริงคือตัวดารานักแสดง และมีการจ่ายเช็คในนามของดารานักแสดง จึงเป็นมูลเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่านักแสดงอาจจะมีการหลบหนีภาษีในลักษณะอย่างนี้อีกมาก ซึ่งจะทำให้รัฐได้รับภาษีในส่วนนี้ต่ำกว่าจริง
ข้อ 3 เนื่องจากรายได้ของนักแสดงสาธารณะที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคลที่ผู้จ่ายเงินได้ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 5 โดยเมื่อผู้จ่ายเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ก็จะต้องนำภาษีที่หักไว้นำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ตามแบบ ภ.ง.ด. 3 ดังนั้น แบบ ภ.ง.ด. 3 จึงมีอยู่ที่กรมสรรพากร และเป็นหลักฐานเบื้องต้นที่กรมสรรพากรจะนำไปตรวจสอบว่า การนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ร้อยละ 5 จากนักแสดงว่าที่ผ่านมามีการใช้ชื่อบุคคลอื่นรับเงินแทนหรือไม่ ดังนั้นการให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรตรวจสอบแบบ ภ.ง.ด. 3 ในรอบ 5 ปี ก็ควรจะพบว่ามีการหักภาษีบุคคลอื่นแทนนักแสดงสาธารณะรายใดหรือไม่ โดยให้บริษัทที่เป็นผู้จ่ายเงินได้นำหลักฐานการจ่ายเงินหรือใบสำคัญจ่ายเงินมาตรวจสอบว่ารายการดังกล่าว ผู้รับเงินกับผู้ถูกหักภาษีไว้เป็นคนเดียวกันหรือไม่
อีกทั้งควรตรวจสอบไปถึงสำนักงานทนายความหรือสำนักงานบัญชีที่เป็นผู้รับทำบัญชีให้นักแสดงสาธารณะว่า มีส่วนร่วมในการวางแผนเพื่อหลบหนีภาษีด้วยหรือไม่ และมีเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรรายใดเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือหรือไม่
ข้อ 4 จากกรณีที่เกิดขึ้น แม้จะมีการออกมาปฏิเสธว่าเป็นการส่งหลักฐานผู้รับเงินผิดพลาด ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะงดเว้นการตรวจสอบตามกรณีตัวอย่างดังกล่าวได้ กรมสรรพากรควรตรวจสอบว่า บุคคลที่ถูกนำบัตรประชาชนมาแสดงเป็นหลักฐานทางบัญชีนั้น เคยมีปรากฏเป็นผู้หักภาษีตามแบบ ภ.ง.ด. 3 มาก่อนหรือไม่ และเคยมีประวัติการยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามแบบ ภ.ง.ด. 94 และ ภ.ง.ด. 90 มาก่อนหรือไม่ และควรมีการขยายผลการตรวจสอบไปยังบุตรชายของบุคคลดังกล่าวด้วย
โดยเริ่มตรวจสอบจากสำเนาการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 3 ของบริษัทผู้จ่ายเงินได้ในกรณีนี้ทุกเดือนย้อนหลังไปในรอบ 5 ปี ว่ามีการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในลักษณะนี้มาแล้วกี่ครั้ง กี่ราย รวมทั้งตรวจสอบการเสียภาษีของนักแสดงสาธารณะและบริษัทออร์แกไนเซอร์รายอื่นๆ ด้วย
ข้อ 5 รัฐธรรมนูญ มาตรา 73 บัญญัติให้บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากร ดังนั้นกรณีที่ปรากฏตามข่าว จึงเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าอาจมีบุคคลบางกลุ่มไม่ทำหน้าที่เสียภาษีอากร เช่น กลุ่มนักแสดงสาธารณะ ภายใต้การวางแผนหรือช่วยเหลือจากทนายความหรือนักบัญชี หรือเจ้าหน้าที่รัฐบางคนที่ช่วยเหลือให้มีการหลบหรือหนีภาษี ซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายด้วย
ข้อ 6 กรณีปรากฏตามข่าวว่า ราคาค่าตัวนักแสดงสาธารณะเป็นราคาที่ต้องจ่ายสุทธิโดยไม่มีการหักภาษีนั้น ย่อมแปลว่าเป็นการตกลงงานจ้างที่ผู้ว่าจ้างต้องออกภาษีให้ ราคาค่าจ้างจริงที่จะต้องนำไปรวมเสียภาษีปลายปีต้องสูงกว่า เช่น ค่าจ้างนักแสดงสาธารณะสุทธิ 1.5 แสนบาท จะเท่ากับราคาจ้างก่อนหักภาษี คือ 1.546 แสนบาท ดังนั้นหากตรวจพบว่ามีนักแสดงสาธารณะรายใดรับค่าจ้างด้วยราคาสุทธิโดยไม่ให้หักภาษี หรือมีการตกลงให้ผู้จ่ายเงินออกภาษีหรือรับผิดชอบภาษีให้ กรมสรรพากรควรตรวจสอบไปถึงราคาว่าจ้างก่อนหักภาษีด้วย
ข้อ 7 กรณีที่เป็นข่าว อาจเป็นการแตกหน่วยภาษีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้รับเงินไม่ใช่ผู้ให้บริการในฐานะนักแสดงสาธารณะแต่อย่างใด เป็นเพียงการทำหลักฐานทางบัญชีของผู้จ่ายเงินได้เพื่อหักเป็นค่าใช้จ่ายเท่านั้น กรณีอย่างนี้ย่อมเป็นรายจ่ายที่ไม่สามารถนำไปหักเพื่อคำนวณกำไรสุทธิ เป็นรายจ่ายที่ควรบวกกลับตามประมวลรัษฎากร สำหรับฝ่ายผู้รับเงินคือนักแสดงสาธารณะ อาจเป็นการเข้าข่ายหนีภาษีอย่างผิดกฎหมาย ดังตัวอย่างการแตกหน่วยภาษีที่ได้แนบมา ซึ่งสามารถอธิบายความได้ดังต่อไปนี้
ตัวอย่าง ถ้านักแสดงสาธารณะที่เป็นคนโสด ได้ค่าตัวครั้งละ 1.5 แสนบาท ปีหนึ่งรับงาน 40 ครั้ง จะมีรายได้ปีละ 6 ล้านบาท ถ้ามีการไปเสียภาษีอย่างถูกต้องตามที่กฎหมาย ซึ่งจะต้องถูกหัก ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 และเมื่อครบกำหนดยื่นภาษีประจำปี ในประเภทเงินได้มาตรา 40 (8) ตามประมวลรัษฎากร ก็จะสามารถหักรายจ่ายรวมแล้วไม่เกิน 6 แสนบาท ทำให้ต้องเสียภาษีให้รัฐรวมทั้งปีที่ 1.54 ล้านบาท โดยเมื่อนำภาษีหัก ณ ที่จ่ายมาเครดิตออกด้วยจำนวนร้อยละ 5 คือ 3 แสนบาท จะต้องทำให้เสียภาษีเพิ่ม 1.24 ล้านบาท
แต่ถ้ามีการใช้ชื่อบุคคลอื่นโดยนำสำเนาบัตรประชาชนมาใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีแทนจำนวน 5 คนในอัตราคนละ 1.2 ล้านบาท จะทำให้เสียภาษีเพียงเท่ากับร้อยละ 5 หรือจ่ายเพิ่มเพียงคนละ 1,000 บาทเท่านั้น ซึ่งจะทำให้หลบหรือหนีภาษีได้ประมาณ 1.24 ล้านบาท โดยอาจมีการจ่ายเพิ่มในการยื่นแบบภาษีในนามของคนที่ถูกเอาบัตรประชาชนมาใช้เพียงคนละ 1,000 บาทเท่านั้น ผลต่างของภาษีที่หลบหรือหนี ก็อาจจะถูกนำไปเสียเป็นค่าทนายที่ปรึกษาหรือสำนักงานรับทำบัญชีและเคลียร์เจ้าหน้าที่ที่รับดูแลให้ ส่วนที่เหลือนักแสดงสาธารณะก็จะรับไปทั้งหมด แต่ผู้ที่เสียหายคือ รัฐที่จัดเก็บภาษีได้น้อยกว่าความเป็นจริง และประชาชนที่เสียภาษีอย่างตรงไปตรงมา
หรือในกรณีที่หาบัตรคนอื่นมารับแทนในอัตราไม่เกินคนละ 6 แสนบาท ซึ่งกรณีเช่นนี้อาจพบได้มากในรูปการนำบัตรประมาชนของบุคคลอื่นตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาเป็นหลักฐานรับเงินในนามคณะบุคคล จะทำให้รัฐต้องเงินในรูปการคืนภาษีประมาณคนละ 1.8 หมื่นบาท หรือถ้าเป็นคณะบุคคลจะได้คืนภาษีเป็น 2.1 หมื่นบาท กรณีเช่นนี้ บัตรประชาชน 3 ใบ เช่น นาย ก. นาย ข. นาย ค. จะแตกหน่วยภาษีได้ถึง 6 หน่วยภาษี คือ ในนามนาย ก. ในนามนาย ข. ในนามนาย ค. ในนามคณะบุคคล ก. กับ ข. ในนามคณะบุคคล ก. กับ ค. และในนามคณะบุคคล ข. กับ ค. หรือที่เคยปรากฏว่ามีการทำคณะบุคคลซ้อนกันเป็นหลายคณะโดยใช้คนเพียง 2 คน แต่แตกออกโดยมีเลขกำกับ เช่น คณะบุคคล ก.ข. 1 , คณะบุคคล ก.ข. 2 , คณะบุคคล ก.ข. 3 , คณะบุคคล ก.ข. 4 เรียงลำดับไปเรื่อย ๆ โดยกรณีเช่นนี้จะทำได้ถ้าหากมีเจ้าหน้าที่ให้ความร่วมมือ
การเสียภาษีของนักแสดงสาธารณะ ถ้าเทียบกับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้จากการทำงานทั้งปี ๆ ละ 6 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) จะเห็นได้ว่า นักแสดงสาธารณะสามารถหักค่าใช้จ่ายเหมาได้มากกว่า คือ 6 แสนบาทต่อปี ต่างจากมนุษย์เงินเดือนที่หักเหมาได้ร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 6 หมื่นบาท ต่างกันถึงสิบเท่า ทำให้มนุษย์เงินเดือนจะต้องเสียภาษีเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1.74 ล้านบาท และการเสียภาษีของมนุษย์เงินเดือนยังถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราก้าวหน้าด้วย
ดังนั้น ถ้านักแสดงสาธารณะสามารถแตกหน่วยภาษีดังกรณีตัวอย่างได้ มนุษย์เงินเดือนก็อาจจะอ้างได้เช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เสียหายต่อระบบการจัดเก็บภาษีตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีและไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีประเภทอื่น ดังนั้น การเสียภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติในฐานะคนไทยที่มีหน้าที่เสียภาษีอากร และเป็นการทดแทนคุณของแผ่นดินได้อีกทางหนึ่ง
ข้อ 8 การตรวจสอบการเสียภาษีนักแสดงสาธารณะตามคำร้องนี้ อาจจะมีส่วนช่วยเหลือราชการได้บ้าง ไม่มากก็น้อย และหากตรวจแล้วพบว่า มีนักแสดงสาธารณะรายใดมีการหลบหนีภาษี ก็ขอให้ดำเนินการประเมินเรียกเก็บภาษีพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับให้ครบถ้วนต่อไป แต่หากตรวจพบว่า นักแสดงสาธารณะรายใด ได้ปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544 อย่างถูกต้องแล้ว ก็ควรมีการยกย่อง และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า นักแสดงสาธารณะรายนั้น ได้ทำหน้าที่ในการเสียภาษีอากรอย่างถูกต้องเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในสังคมต่อไป







