
อุตฯช็อคศาลเบรคนิคมบ้านค่าย
นักลงทุนต้องขวัญผวา หลังจากศาลปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราว หยุดก่อสร้างในโครงการลงทุนที่ไม่ดำเนินการให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 67 วรรคสอง จนโครงการลงทุนโดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดหลายหมื่นล้านบาท ต้องยืดเยื้อมาเป็นปีจึงกลับมาดำเนินการได้ใหม่ไปครั้งหนึ่งแล้ว
นักลงทุนต้องขวัญผวา หลังจากศาลปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราว หยุดก่อสร้างในโครงการลงทุนที่ไม่ดำเนินการให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 67 วรรคสอง จนโครงการลงทุนโดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดหลายหมื่นล้านบาท ต้องยืดเยื้อมาเป็นปีจึงกลับมาดำเนินการได้ใหม่ไปครั้งหนึ่งแล้ว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา ศาลปกครองระยองได้เพิกถอนประกาศจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมระยอง (บ้านค่าย) พื้นที่รวมกว่า 2,194 ไร่ ตั้งอยู่ใน ต.หนองบัว และ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง โดยมีผู้ฟ้องคดีคือ เศรษฐา ปิตุเตชะ และพวกรวม 386 คน ซึ่งได้มอบอำนาจให้ ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนเป็นทนายร่างคำฟ้อง ผลจากศาลปกครองระยองสั่งเพิกถอนประกาศจัดตั้งนิคมฯ ดังกล่าว
ดังนั้น การจัดตั้งนิคมฯ จะต้องยืดเยื้อยาวนานกว่าเดิม โดยปกติหลังจากที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ประกาศเขตจัดตั้งนิคมฯ และเปิดให้เอกชนยื่นขอจัดตั้ง โดยจะต้องลงไปทำประชาพิจารณ์ในพื้นที่ จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และผลกระทบต่อสุขภาพ (เอชไอเอ) แล้วในขั้นตอนที่เอกชนจะยื่นขอจัดตั้งนิคมฯ
หากมีใครไปฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนการจัดตั้ง ก็อาจจะต้องไปสู้กันในขั้นตอนดังกล่าวก่อน จากนั้นถึงจะดำเนินการขั้นตอนตามกฎหมายอื่นต่อไป
วีระพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า กนอ.จะไปยื่นเรื่องอุทธรณ์คำพิพากษาเพิกถอนประกาศเรื่องการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมระยอง (บ้านค่าย) ต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเนื่องจากการประกาศเขตการตั้งนิคมอุตสาหกรรม เป็นขั้นตอนเบื้องต้นเพื่อกำหนดพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมให้ภาคเอกชนไปทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการทำประชาพิจารณ์ประชาชนในพื้นที่ เพราะหากไม่ประกาศเขตไปก่อนจะดำเนินการทำอีไอเอไม่ได้
ทั้งนี้ ในขั้นตอนการประกาศเขตนิคมฯ ผู้ประกอบการจะไม่สามารถจัดสรรพื้นที่ไปขายได้หรือพัฒนาพื้นที่ได้ ต้องรอให้ผ่านการพิจารณาอีไอเอรวมถึงการทำประชาพิจารณ์ก่อนแล้วถึงจะมาขออนุญาตจัดสรรที่ดินจาก กนอ.อีกครั้ง ถึงจะสามารถเริ่มต้นพัฒนาและดำเนินการเชิงพาณิชย์
ฝรั่งแฉสินบน คอร์รัปชันไทย
ปีเตอร์ เจ.แวน ฮาร์เร็น ประธานหอการค้าไทยแคนาดา กล่าวในงานสัมมนา ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ว่า
ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยประสบกับปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งเรื่องน้ำท่วมและภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่เรื่องที่นักลงทุนเป็นห่วงและไม่ต้องการให้เกิดขึ้นคือ การคอร์รัปชันและการไม่พูดความจริง
“หากจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาครัฐก็ต้องพูดความจริง อย่าหลอกลวงกัน อย่ามาหลอกเรา ทุกอย่างต้องโปร่งใส นักลงทุนไม่ได้โง่” ปีเตอร์ ระบุ
ทั้งนี้ การเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมนั้น จะไม่โปร่งใส นักลงทุนต่างชาติจะถูกหลอก เมื่อรัฐบาลไทยกำลังจะมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมากและมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน จึงควรดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส เพราะนักลงทุนต่างชาติจะเข้าไปร่วมประมูลงานได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความโปร่งใส
“อยากให้ดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความโปร่งใส ปราศจากการล็อบบี้หรือการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ได้งาน ต้องยอมรับว่าทุกขั้นตอนของระบบราชการไทยมีคอร์รัปชัน”
สำหรับการปรับตัวเลขการส่งออกของไทยลงนั้น เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อประเทศคู่ค้าอย่างจีนหรือญี่ปุ่นต้องปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลง ไทยก็ต้องปรับลงด้วย และขอแนะนำว่า หากไทยจะเดินหน้าต่อไปต้องไม่พึ่งการส่งออกอย่างเดียว
รื้อเป้าส่งออก
บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ (พณ.) กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 3 ก.ย.นี้ จะประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาคยุโรป และตลาดศักยภาพอื่นๆ โดยจะปรับเป้าหมายการส่งออกใหม่ เนื่องจากเศรษฐกิจยุโรปนั้นยังไม่ฟื้นตัวและหากปรับเป้าส่งออกจากเดิม 15% เหลือตัวเลขหลักเดียวที่ 79%
การประชุมที่จะจัดขึ้นนั้น ให้กรมส่งเสริมการส่งออกเชิญตัวแทนผู้ประกอบการส่งออก 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร อัญมณี และสินค้าเกษตรแปรรูป มาร่วมประเมินสถานการณ์ส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง ด้วยว่าทิศทางจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ พณ.ได้เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่
ภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือน ก.ค. 2555 ว่ายอดการส่งออกมีมูลค่า 1.95 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.46% คิดเป็นรูปของเงินบาทมีมูลค่า 6.1 แสนล้านบาท ลดลง 1.44% ส่งผลให้ยอดส่งออก 7 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 1.31 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.4% แต่เมื่อแปลงในรูปเงินบาทมีมูลค่า 4.07 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.21% เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจยุโรปที่ลุกลามต่อเนื่องจากภาคการผลิต ส่งผลให้มีการผลิตสินค้าลดลง
ขณะเดียวกัน คาดว่าภาวะการส่งออกในช่วง 4 เดือนที่เหลือนี้ จะมีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.92 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน โดยจะพยายามเร่งผลักดัน การส่งออกให้มีมูลค่าเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพราะจากสถิติที่ผ่านมาในช่วงปลายปีจะมีคำสั่งซื้อเข้ามามาก เพื่อรองรับช่วงเทศกาล m







