
เหล็กต้นน้ำขู่สิ้นปีนี้ไม่สรุปย้ายฐานจากไทย
โพสต์ทูเดย์
— เจเอฟอี สตีล เตรียมหันซบเวียดนาม ลงทุนเหล็กต้นน้ำ ด้านสถาบันเหล็กฯ พร้อมศึกษาโครงการเหล็กต้นน้ำใหม่ เน้นพื้นที่เสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมนายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้นักลงทุนที่เคยสนใจจะลงทุนโครงการเหล็กต้นน้ำในประเทศไทยบอกว่า หากโครงการเหล็กต้นน้ำของไทยยังไม่มีความคืบหน้าภายในปีนี้ จะไปหาแหล่งลงทุนที่อื่นแทน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย เนื่องจากรัฐบาลของประเทศดังกล่าวอ้าแขนรับการลงทุนเต็มที่ โดยบริษัท เจเอฟอี สตีล ของญี่ปุ่นได้ศึกษาการลงทุนในเวียดนามอยู่เพื่อเป็นทางเลือกแล้ว
“
บังเอิญมีวิกฤตเศรษฐกิจมาช่วยไว้ ไม่อย่างนั้นนักลงทุนคงไปหมดแล้ว โดยเจเอฟอี สตีล ได้ไปศึกษาสถานที่ที่เวียดนามแล้ว ส่วนนักลงทุนรายใหญ่อีก 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท บาว สตีล ของจีน อาซิลอร์ มิททัล ของอินเดีย และนิปปอน สตีล ของญี่ปุ่น ยังไม่เห็นว่าไปศึกษาหาสถานที่อื่นๆ” นายวิกรม กล่าวทั้งนี้ หลังจากที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งให้ไปศึกษาแนวทางของโครงการเหล็กต้นน้ำใหม่ ทางสถาบันจะดำเนินการศึกษาใหม่ โดยว่าจ้างบริษัท ซีโอที เป็นผู้ศึกษางบประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งการศึกษาครั้งนี้จะเลือกพื้นที่เสื่อมโทรม ทางสิ่งแวดล้อมมากที่สุดเป็นตัวตั้ง ไม่ได้นำเกณฑ์ทางกายภาพมาเป็นเกณฑ์เหมือนที่ผ่านมา และจะนำแนวคิดอีโคทาวน์ ธุรกิจเพื่อสังคม เข้าไปใช้ คาดได้ผลศึกษา 6 เดือน และหวังเป็นการศึกษาครั้งสุดท้าย เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะใช้เวลาในการศึกษาทั้งหมด 6 เดือน และหวังว่าจะเป็นการศึกษาครั้งสุดท้าย
สำหรับพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ จ.ระยอง จ.จันทบุรี และแนวชายฝั่งทะเลภาคใต้ จ.สงขลาเนื่องจากพื้นที่เหล่านี้มีการทำนากุ้งเป็นจำนวนมาก และเป็นบริเวณที่ป่าชายเลนถูกทำลาย ซึ่งการนำโครงการนี้เข้าไปอยู่ในบริเวณดังกล่าวจะศึกษาว่าจะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม หรือเหมือนเดิม และจะไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต
อย่างไรก็ตาม การศึกษาในลักษณะที่ไม่เน้นด้านกายภาพอาจทำให้การลงทุนยากขึ้น เช่น การสร้างท่าเรือ แต่ถ้ามีผู้สนใจลงทุนก็ไม่น่ามีปัญหา โดยกรอบพื้นที่การศึกษารวมอยู่ประมาณ 1 หมื่นไร่ ซึ่งรวมถึงการสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้วย
นายวิกรม กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การใช้เหล็กในปีนี้น่าจะดีขึ้นตามภาพรวมเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณการใช้อยู่ที่ 12.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีปริมาณ 10.7 ล้านตัน เนื่องจากในปี 2552 มีการใช้สินค้าในสต็อกเก่าประมาณ 9 แสนตัน ทำให้ยอดใช้รวมมีปริมาณน้อยกว่าปีนี้
ขณะที่ราคาเหล็กตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูงเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากต้นปีในราคาเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งหลังจากนี้คงต้องรอดูว่าในช่วงเดือนหน้าที่จะมีการตกลงราคาแร่เหล็กราคาจะอยู่ที่ระดับไหน เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาเหล็กในช่วงครึ่งปีหลัง







