posttoday
สถาบันไทย-เทศ231รายแห่ฟัง'ไทยแลนด์ โฟกัส'

สถาบันไทย-เทศ231รายแห่ฟัง'ไทยแลนด์ โฟกัส'

30 สิงหาคม 2555

ระหว่างวันที่ 29-31 ส.ค. 2555 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)

ระหว่างวันที่ 29-31 ส.ค. 2555 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)

ภัทร และธนาคารแห่งสหรัฐอเมริกาเมอริลล์ลินช์ ได้ร่วมกันจัดงาน “ไทยแลนด์โฟกัส 2012” ภายใต้หัวข้อ “ประเทศไทยกับการเตรียมตัวสู่การเติบโตครั้งใหม่” เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศได้มีโอกาสรับฟังข้อมูลทางเศรษฐกิจ การเงิน และยุทธศาสตร์การบริหารประเทศจากผู้บริหารระดับสูงทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน

“จรัมพร โชติกเสถียร” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า การจัดงานครั้งนี้ได้รับความสนใจมากสุดตั้งแต่เคยมีการจัดงานมา 5 ครั้ง โดยมีผู้ลงทุนต่างประเทศถึง 122 ราย ที่มีการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกมารับฟังข้อมูล เพิ่มขึ้นจากในอดีตที่มีจำนวนเพียงประมาณ 60 ราย ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศมีจำนวน 109 ราย

นอกจากนั้น ยังมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยที่อยู่ในความสนใจของผู้ลงทุนร่วมให้ข้อมูล 90 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวม 7.5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 75% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด นับเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนต่างประเทศได้รับข้อมูลผลการดำเนินงานและทิศทางการดำเนินธุรกิจโดยตรงจาก บจ.ไทย ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการจัดงาน

งานนี้มีการจัดประชุมให้ข้อมูลกลุ่มย่อยมากกว่า 1,000 ครั้ง

ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ให้ข้อมูลนักลงทุนว่า เป็นตลาดที่มีพัฒนาการต่อเนื่อง โดยเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงสุดในอาเซียน มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน ส่งผลให้กองทุนขนาดใหญ่หันมาให้ความสนใจลงทุนมากขึ้น

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับการยกระดับจาก FTSE Group ให้เป็น Advanced Emerging Market ในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีภาพลักษณ์สากลมากขึ้นช่วยยกระดับความน่าสนใจลงทุน ขณะเดียวกัน บจ.ไทยยังได้รับการยกระดับเรื่องความโปร่งใสมีธรรมาภิบาลจากหน่วยงานระดับโลก โดยมีความโปร่งใสเป็นอันดับ 4 ในเอเชีย จากในอดีตอยู่ที่อันดับ 8

“จรัมพร” กล่าวว่า ในอนาคตตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังวางกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุนทุกประเภท ผ่านการพัฒนาสินค้าและบริการ การพัฒนาระบบการซื้อขายใหม่ และการเชื่อมโยงการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์อาเซียน (ASEAN Link) รวมทั้ง เดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือและพัฒนาการตลาดทุนอินโดจีนซึ่งเป็นภูมิภาคที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในระยะต่อไป และดึงดูดให้นักลงทุนสถาบันต่างประเทศเข้ามาลงทุนมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นไทยประมาณ 37% มีมูลค่าการซื้อขาย 25% ของวอลุมเฉลี่ยต่อวัน

สถาบันไทย-เทศ231รายแห่ฟัง'ไทยแลนด์ โฟกัส'

 

“อภินันท์ เกลียวปฏินนท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ภัทร กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม เพราะรัฐบาลมีเสถียรภาพ ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในกระแสของการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทำให้มีโอกาสได้ชี้แจงว่าประเทศไทยจะวางจุดยืนของตัวเองภายใต้ AEC อย่างไร รวมทั้งยังได้ชี้แจงเกี่ยวกับการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งยังคงอยู่ในภาวะเลวร้าย ซึ่งจากการได้รับฟังจากผู้บริหารประเทศโดยตรงก็น่าจะสร้างความเชื่อมั่นได้

“สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติอยากรู้และเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ชี้แจงด้วยก็คือ หุ้นไทย ถือว่าแพงแล้วหรือยัง และมีโอกาสเติบโตต่อไปหรือไม่ ซึ่งการให้ข้อมูลครั้งนี้น่าจะให้คำตอบนักลงทุนต่างชาติได้เป็นอย่างดี”

สำหรับประเด็นที่ต่างชาติให้ความกังวลคือการที่รัฐบาลไม่สามารถผลักดันนโยบายที่วางไว้ให้เกิดขึ้นจริงได้ เช่น การดำเนินโครงการเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการน้ำ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เป็นต้น

“วิรไท สันติประภพ” รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า การจัดงานไทยแลนด์โฟกัสปีนี้พยายามแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงกันของเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีความแข็งแกร่งและมีอัตราการเติบโตสูง เนื่องจากทุกประเทศมีนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ตามจำนวนประชากรที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นกันชนสำคัญที่จะรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป ทำให้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลก

นอกจากนี้ ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 70% และในปีนี้เพิ่มขึ้นอีก 20% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในโลก ทำให้ตลาดหุ้นไทยได้รับความสนใจมากขึ้นตามลำดับ

“สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจคือการเข้ามาหาคำตอบว่าภาครัฐจะลงทุนในโครงการอะไรบ้าง และจะลงทุนเมื่อไหร่ มีผลอย่างไร รวมทั้งอยากได้ความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง มีกันชนที่ดีพอจะรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกหรือไม่” วิรไท กล่าว

“วิรไท” กล่าวว่า ในปีนี้นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนระดับกลางเล็กมากขึ้น ต่างจากในอดีตที่เน้นเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ดีของตลาดหุ้นไทย เพราะสะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติรู้จักและให้ความสำคัญกับตลาดหุ้นไทยมากขึ้น

“ชนิตร ชาญชัยณรงค์” รองผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า บจ.ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจและเลือกให้มาเปิดเผยข้อมูลมากสุดอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 16 บริษัท รองลงมา คือ กลุ่มพลังงาน จำนวน 14 บริษัท ที่เหลือมีกลุ่มพาณิชย์ จำนวน 8 บริษัท กลุ่มการเงิน 9 บริษัท กลุ่มอุตสาหกรรม 5 บริษัท กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 7 บริษัท กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 2 บริษัท กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และไอที 8 บริษัท กลุ่มขนส่ง 6 บริษัท กลุ่มโรงแรมและโรงพยาบาล 4 บริษัท กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ 5 บริษัท กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 1 แห่ง และบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ 1 บริษัท

นอกจากนี้ ยังมี บจ.จากประเทศในกลุ่มอินโดจีนเข้ามาร่วมให้ข้อมูลด้วยจำนวน 4 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท EDLGEN_LS บริษัท BCEL_LS จากประเทศลาว บริษัท HAG_VN บริษัท PVI จากประเทศเวียดนาม

“ในปีนี้นักลงทุนให้ความสนใจสอบถามถึงพื้นฐานของธุรกิจการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และพัฒนาการเติบโตหลังจากสถานการณ์น้ำท่วม ต่างจากปีก่อนที่นักลงทุนเน้นสอบถามเรื่องปัญหาทางการเมือง โอกาสจัดการเลือกตั้งในช่วงเวลานั้น และความรุนแรงระหว่างกลุ่มความขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้นจึงชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนเริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับการลงทุนโดยเน้นที่ปัจจัยพื้นฐานอย่างเห็นได้ชัด”

“วิบูลย์ กรมดิษฐ์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) กล่าวว่า การจัดงานไทยแลนด์โฟกัสช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพราะนักลงทุนจะได้ข้อมูลเชิงลึกและข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานรัฐ และ บจ.นำไปใช้ตัดสินใจลงทุน โดยในส่วนของ AMATA ได้เข้าร่วมให้ข้อมูลหลายการประชุมย่อย ซึ่งส่วนใหญ่นักลงทุนจะสอบถามเกี่ยวกับแนวโน้มรายได้ และตัวเลขการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมผ่านการลงทุนทางตรง (FDI) ว่าขยายตัวมากน้อยแค่ไหน

ส่วนประเด็นที่นักลงทุนกังวลคือความคืบหน้าเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐต้องทำให้ชัดเจน แต่ในส่วนของ AMATA ก็พยายามชี้แจงเฉพาะแผนบริหารจัดการน้ำของบริษัท ทั้งในภาวะน้ำมากและน้ำแล้ง ซึ่งมั่นใจว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้

“หลังจากการนำเสนอข้อมูล เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะสนใจเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัท เพราะอมตะฯ เป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยปัจจุบันบริษัทมีนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นแล้ว 41% แต่บริษัทเปิดช่องให้เข้ามาถือได้ถึง 51%”

ทั้งนี้ หวังว่างานไทยแลนด์โฟกัสจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศมากยิ่งขึ้น และคงจะใช้เวลาในการตัดสินใจไม่นานนัก ในการขนเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยและลงทุนในประเทศไทยยิ่งขึ้น เพราะปัจจัยแวดล้อมเอื้ออำนวย ทั้งภาพรวมเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนดูดีกว่าที่ผ่านมา

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน