
ปั้นเอสเอ็มอีบุกอาเซียน
ตั้งเป้าขยับเพิ่มสัดส่วนส่งออก ภายในปี’58ตัวเลขแตะ40%
ตั้งเป้าขยับเพิ่มสัดส่วนส่งออก ภายในปี’58ตัวเลขแตะ40%
พาณิชย์ตั้งเป้าเพิ่มยอดส่งออกเอสเอ็มอีแตะ 40% ภายในปี 2558 เน้นเจาะตลาดอาเซียน
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เป็นประธานมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมโครงการ “ต้นกล้า ทู โกล” โดยแสดงความมั่นใจว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ผ่าน การอบรมจะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว
กรมตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2558 จะเพิ่มสัดส่วนการส่งออกของกลุ่มเอสเอ็มอีให้ได้ 35-40% จากปัจจุบันมีสัดส่วนส่งออกอยู่ที่ 30% ของมูลค่าการส่งออกรวมของประเทศ ซึ่งจะผลักดันการส่งออกไปยังตลาดอาเซียนมากขึ้น เพราะยังเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโตได้ เมื่อเทียบกับตลาดสหภาพยุโรป (อียู) และตลาดสหรัฐที่ยังประสบปัญหาความไม่แน่นอนต่อวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้กำลังซื้ออยู่ในภาวะถดถอย
“เชื่อว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ผ่านการอบรม จะสามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล และยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวแบบนี้ เอสเอ็มอีก็จะยิ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศได้ แทนที่จะหวังพึ่งจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เพียงทางเดียว” นางนันทวัลย์ กล่าว
สำหรับโครงการ “ต้นกล้า ทู โกล” เป็นโครงการในการพัฒนาศักยภาพให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยไปสู่สากล โดยเฉพาะตลาดอาเซียน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ซึ่งกรมจะช่วยหาตลาดส่งออกให้เอสเอ็มอีที่ผ่านการอบรมและมีศักยภาพได้ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
ปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ผ่านการอบรมรุ่นแรกมี 39 บริษัท แบ่งเป็น กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม 25 บริษัท และกลุ่มผลิตภัณฑ์หัตถกรรม 14 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นจำนวนมาก และเป็นกลุ่มที่สามารถพัฒนาเพิ่มมูลค่าสินค้าได้มากที่สุด ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการส่งออกได้พาผู้ประกอบการกลุ่มนี้ไปร่วมแสดงสินค้าในงาน ThaiFex 2012 ที่ประเทศมาเลเซียมาแล้ว
ขณะนี้กรมส่งเสริมการส่งออกอยู่ระหว่างการอบรมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตามโครงการต้นกล้า ทู โกล รุ่นที่ 2 อีกจำนวน 70 บริษัท ซึ่งจะจบหลักสูตรการอบรมภายในเดือน ธ.ค. 2555 ก็จะเป็นอีกกลุ่มที่เข้ามาช่วยเสริมในภาคการส่งออกของประเทศให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคุณสมบัติของเอสเอ็มอีที่จะเข้าร่วมโครงการ คือ ต้องเป็นนิติบุคคล เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีการลงทุนไม่เกิน 200 ล้านบาท และมีการจ้างงานไม่เกิน 200 คน ต้องเป็นผู้ประกอบการจริงที่ดำเนินกิจการไม่น้อยกว่า 1 ปี และไม่มีประวัติเสียหายในการประกอบธุรกิจ รวมทั้งต้องมีความตั้งใจจริงในการเข้าร่วมโครงการ เพราะหากพบว่าไม่ได้มีความตั้งใจจริงก็จะถูกพิจารณาคัดออก







