
เครือปตท.กดปันผล
PTTแจก5บาทTOPเหลือ50สต.ส่วนBBLKBANKให้เท่ากลางปีก่อน
PTTแจก5บาทTOPเหลือ50สต.ส่วนBBLKBANKให้เท่ากลางปีก่อน
เครือ ปตท.จ่ายเงินปันผลน้อยลง PTT แจก 5 บาท TOP ให้แค่ 50 สตางค์ BBLKBANK ให้เท่าปีก่อน บิ๊กล็อต CPFF โผล่ 6,000 ล้านบาท
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลปีนี้ในอัตราหุ้นละ 5 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 14,282 ล้านบาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนประมาณ 1.51% ให้กับผู้ถือหุ้นที่มีชื่อในทะเบียนวันที่ 10 ก.ย.นี้ กำหนดจ่ายเงินวันที่ 21 ก.ย. 2555
“ปตท.จ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิที่ผ่านการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 30% ซึ่งผู้ถือหุ้นประเภทบุคคลธรรมดาได้รับเครดิตในการคำนวณภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิของประมวลรัษฎากร” นายไพรินทร์ กล่าว
ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลงวดนี้คิดเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าที่เคยให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 6 บาท ในงวดกลางปี 2554 แต่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 31.1% ของกำไรสุทธิของงบการเงินรวม นับว่าสูงกว่าปีก่อนที่ให้ประมาณ 26% ของกำไรสุทธิรวม หรือคิดเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 17,126 ล้านบาท
ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ปตท. จำนวน 1,145.88 ล้านบาท สัดส่วน 51.11% ของทุนชำระแล้ว จะได้รับเงินปันผลงวดนี้ทั้งสิ้น 7,299 ล้านบาท
ด้านบริษัท ไทยออยล์ (TOP) ก็จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลปีนี้น้อยลงเพียงหุ้นละ 0.50 บาท เทียบกับจ่ายหุ้นละ 1.30 บาท ในงวดกลางปีก่อน เนื่องจากครึ่งปีนี้มีกำไรสุทธิแค่ 322 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.16 บาทเท่านั้น ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิสูงถึง 10,473 ล้านบาท เพราะปีนี้ไตรมาส 2 ขาดทุนสุทธิมากกว่า 6,903 ล้านบาท จึงต้องนำกำไรสะสมมาจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นที่มีชื่อในทะเบียนวันที่ 10 ก.ย. 2555
สำหรับธนาคารกรุงเทพ (BBL) ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 2 บาท ให้กับผู้ถือหุ้นที่มีชื่อในทะเบียนวันที่ 10 ก.ย. กำหนดจ่ายเงินในวันที่ 21 ก.ย. 2555
คณะกรรมการธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มีมติจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.50 บาท ในวันที่ 20 ก.ย. ให้กับผู้ถือหุ้นที่มีชื่อในทะเบียนวันที่ 7 ก.ย. 2555
บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) ประสบความสำเร็จในการขายหุ้นกู้มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 4 ชุด อายุ 3 ปี ในอัตราดอกเบี้ย 4.35% และอายุ 6 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.75%
ส่วนภาวะการซื้อขายหุ้นในวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยฟอร์มดีกว่าตลาดต่างประเทศที่ทรุดลงแรงเฉลี่ย 1% ส่วนดัชนีหุ้นไทยลดลงเพียง 0.45 จุด ปิดที่ระดับ 1,237.19 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นขึ้น 35,728.77 ล้านบาท แต่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 1,779 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยช้อนเก็บ 2,077 ล้านบาท
ขณะเดียวกันมีการซื้อขายรายการใหญ่ (บิ๊กล็อต) หุ้นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหารกระดานต่างประเทศ (CPFF) จำนวน 200 ล้านหุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,350 ล้านบาท ในราคาเฉลี่ยหุ้นละ 31.75 บาท เท่ากับราคาในกระดานหลัก แต่ต่ำกว่าราคาซื้อขายในกระดานต่างประเทศที่ 37 บาท
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะผู้บริหาร CPF กล่าวว่า ไม่ทราบว่าผู้ถือหุ้นกลุ่มใดเป็นผู้ซื้อและขายหุ้นล็อตนี้ เพราะขณะนี้อยู่ในต่างประเทศ
จากการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นผ่านโบรกเกอร์ พบว่าหุ้นล็อตนี้ทำการขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน ทำให้มียอดขายรวม 6,923.39 ล้านบาท และซื้อผ่าน บล.ยูบีเอส ส่งผลให้มียอดซื้อรวม 6,828.56 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองโบรกเกอร์มีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 11% ถือว่าสูงกว่าปกติ







