posttoday
เห็นต่างกันก็ทำงานร่วมกันได้

เห็นต่างกันก็ทำงานร่วมกันได้

22 สิงหาคม 2555

ประสาร ยอมรับว่า ระหว่างนี้ที่อาจจะมีความเห็นต่างกันบ้าง ในเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินดูแล

ประสาร ยอมรับว่า ระหว่างนี้ที่อาจจะมีความเห็นต่างกันบ้าง ในเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินดูแล

เป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) กับการทำนโยบายการเงินมาดูแลอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange rate targeting) แต่หลักใหญ่ๆ เรามองไม่ต่างกัน

อย่างเรื่องการหนุนเสริมให้เศรษฐกิจโตได้เต็มศักยภาพ หนุนให้เกิดการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก็ตรงกัน

เรื่องดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนก็เห็นว่าสำคัญเช่นกัน รวมทั้งเห็นตรงกันว่า ควรมีการใช้กฎเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้เป็นประโยชน์ต่อการทำนโยบาย

สรุปแล้วเห็นตรงกันแทบจะ 95% อาจจะต่างกันเพียงแค่ 5% ซึ่งระหว่างนี้ควรมีการรับฟังความเห็นกันและกัน เพื่อการพัฒนาการทำงานให้ก้าวหน้ามากขึ้น ถ้าเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ก็ควรนำไปปรับปรุง

“ระหว่างนี้ที่เรามองต่างกันบ้าง เราจะยึดการทำงานอย่างเดิมที่เราเคยทำต่อไปหรือไม่ อย่างที่ผมบอกไว้แล้ว คือ ของพวกนี้แม้จะเชื่อมั่นว่า ทำด้วยหลักเหตุผล มีความก้าวหน้าดีแล้ว แต่เราก็ต้องเปิดใจรับฟังและนำมาปรับปรุง

เห็นต่างกันก็ทำงานร่วมกันได้

 

เพราะถ้ามองย้อนกลับไป ถ้าเราไม่เปิดใจฟัง เราไม่ปรับปรุง เราก็มาถึงจุดนี้ไม่ได้ และถ้าเราไม่ปรับปรุง ไม่ทำอะไรเลย เราก็คงย่ำอยู่กับที่ ในเรื่องการทำนโยบายการเงิน เขามีการโต้กันมีความเห็นต่างกันอยู่ตลอด นักเศรษฐศาสตร์ที่ชิคาโกยังโต้กันไปมาอยู่เลย แต่หลักมันต้องดูที่ความน่าเชื่อถือของสาธารณชน ไม่ใช่เราดื้อ หรือพยายามจะหยุดนิ่ง”

“ผมเองก็พอจะรับทราบว่า ท่านประธานมีแนวคิดเรื่องนี้ ซึ่งแตกต่างกันอยู่บ้าง ตั้งแต่ช่วงที่เคยประชุมร่วมกันที่ทำเนียบฯ แล้ว ซึ่งก็ได้นำมาแจ้งให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ทราบ จึงจัดเวลาในการแลกเปลี่ยนความคิดกัน เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่เสียดายเวลาน้อย ฉะนั้นถ้ามีข้อเสนอที่ดีเราก็ต้องเปิดใจฟัง เราคิดว่ามันไม่เสียหายอะไร แต่การใช้ก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ มีความน่าเชื่อถือ” ประสาร กล่าว

ประสาร กล่าวอีกว่า การดำเนินนโยบายการเงินในช่วงครึ่งปีหลัง จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการขยายตัวมากขึ้น มากกว่าศักยภาพได้หรือไม่ เนื่องจากในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีโอกาสชะลอได้นั้น ที่ผ่านมานโยบายการเงินหรือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย มีส่วนช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว สะท้อนจากการสำรวจภาคธุรกิจทุกประเภทที่ผ่านมา ไม่มีรายใดหรือธุรกิจใดมองว่า ดอกเบี้ยเป็นอุปสรรคในการขอสินเชื่อไปขยายธุรกิจเลย เพราะสินเชื่อธุรกิจขยายตัวได้ค่อนข้างสูง เช่นเดียวกันดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้องการลงทุนในระยะยาวอย่างพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ก็คิดดอกเบี้ยผลตอบแทนที่ต่ำใกล้เคียงกับดอกเบี้ยนโยบายที่ 3% ไม่เป็นอุปสรรคในการลงทุน

ขณะที่สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคก็ขยายตัวสูงต่อเนื่องในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา เพราะอัตราดอกเบี้ยที่จริงอยู่ในแดนลบมาตลอด แต่ล่าสุดดอกเบี้ยแท้จริงใกล้ 0% แล้ว เป็นเป็นตัวชี้วัดได้ว่าดอกเบี้ยแท้จริงของไทยต่ำแทบจะที่สุดในภูมิภาคแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลอยากให้ดอกเบี้ยต่ำกว่านี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้มากขึ้น ก็อาจจะเกิดปัญหาความไม่สมดุลได้ ถ้ามีการบิดดอกเบี้ยให้ต่ำ อาจจะเกิดปัญหาต่อเศรษฐกิจอย่างที่ผ่านมา เช่น ก่อนวิกฤตปี 2540 ที่นักลงทุนไทยไปกู้เงินจากต่างประเทศมาลงทุน เพราะคิดว่าคุ้ม ราคาภาคอสังหาริมทรัพย์ก็สูงเกินไปจนเป็นปัญหา กระทั่งเกิดหนี้เสียเป็นปัญหาต่อไปถึงสถาบันการเงิน กลายเป็นปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ

กรณีซับไพรม์ในสหรัฐ หรือกรีซ ที่ประสิทธิภาพเศรษฐกิจต่างจากเยอรมนี แต่ก็พยามใช้กลไกเดียวกัน พอมีปัญหาเงินทุนก็ไหลออก เป็นต้น การดำเนินนโยบายต่างๆ จึงควรคำนึงถึงความสมดุล ไม่บิดเบือน

“แต่คำถามที่ว่า เราสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแล้วเห็นด้วยหรือไม่ ที่จะให้นำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุนนั้น ผมว่าเรื่องเงินทุนสำรองมันยังมีความเข้าใจผิด ว่าเรามั่งคั่ง ทั้งที่จริงๆ เราไม่ได้ทำธุรกิจ เราแค่มีหน้าที่เก็บเงินตราต่างประเทศ ซึ่งการเก็บมันก็มีต้นทุน เพราะเวลาที่คนไม่ต้องการเงินเหรียญสหรัฐ ธปท.ก็ต้องออกพันธบัตรเงินบาท ที่ต้นทุนบ้านเราสูงกว่าในต่างประเทศเอาไปซื้อเงินเหรียญสหรัฐไว้

ขณะเดียวกันพอเรานำทุนสำรองที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐไปลงทุน ตามกฎหมายและข้อจำกัดของกฎระเบียบ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนกลับมาบ้าง แต่ปรากฏว่าผลตอบแทนต่ำกว่าต้นทุนที่เราเก็บ ผมว่าคนที่คิดจะเอาเงินไปลงทุน ไม่ว่าในสินค้าเกษตร คลังน้ำมัน ควรจะเข้าใจว่า เอาเงินทุนสำรองไปลงทุนได้ แต่ต้องเอาเงินบาทมาแลกออกไปทำ อาจจะออกพันธบัตรขายแล้วเอาเงินบาทมาซื้อจากเราไป ซึ่งถ้าทำได้จะดีมาก เพราะช่วยลดภาระของเราด้วย ถ้าทำอย่างนี้เราไม่ขัดข้อง” ประสาร กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในการทำนโยบายการเงินในปัจจุบัน ธปท. อยากให้สาธารณะเข้าใจประเด็นสำคัญใน 4 ด้าน คือ

1.ทำนโยบายเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตเต็มศักยภาพ ไม่ให้ประสบปัญหาความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ หรือความไม่สมดุลในระบบสถาบันการเงิน

2.การทำนโยบายการเงินไม่มีนโยบายใดที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นจึงต้องมีการผสมผสานนโยบายต่างๆ ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด เกิดผลกระทบน้อยที่สุด เช่น ในบางช่วงอาจต้องทำนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ดูแลไม่ให้ค่าเงินผันผวนมากเกินไปบ้าง หรือบางครั้งอาจจะต้องใช้กฎเกณฑ์กำกับสถาบันการเงินบ้าง อย่างการกำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value หรือ LTV) ที่เคยทำก่อนหน้านี้

3.ต้องทำนโยบายให้โปร่งใส ให้สาธารณชน ตลาดการเงิน เชื่อถือ

และ 4.การทำนโยบายการเงินก็เหมือนการทำงานด้านอื่นๆ ที่ต้องมีการพัฒนาว่าทำอย่างไรให้ก้าวหน้า เหมาะสมกับภาวะแวดล้อม และปรับปรุงทำให้ดีขึ้นต่อไป

&<2288;

&<2288;


 

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน