
ไทยทุ่มลงทุนเมืองนอก
ก.ล.ต.เปิดสถิตินักลงทุนไทยขนเงินลงทุนต่างประเทศ 3 เดือน 1.84 ล้านล้านบาท สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ฮอตสุด
ก.ล.ต.เปิดสถิตินักลงทุนไทยขนเงินลงทุนต่างประเทศ 3 เดือน 1.84 ล้านล้านบาท สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ฮอตสุด
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงมูลค่าการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. 2555 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5.96 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.84 ล้านล้านบาท
สถาบันไทยมีแนวโน้มออกไปลงทุนต่างประเทศสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากมูลค่า 18,485 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน มี.ค.เป็นจำนวน 19,796 ล้านเหรียญสหรัฐ และมูลค่า 20,210 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ โดยเป็นการลงทุนของกองทุนเพื่อไปลงทุนต่างประเทศ (FIF) สูงที่สุด จำนวน 13,901 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน พ.ค. 2555
“นักลงทุนทุกประเภทออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง FIF และกองทุนส่วนบุคคล ยกเว้นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โบรกเกอร์รวมถึงพอร์ตโบรกเกอร์บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ลดการลงทุน”
สำหรับหลักทรัพย์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในเดือน พ.ค.คือ เงินฝาก-บัตรเงินฝาก รวมมูลค่า 7,203 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 34.92% ตามด้วยหุ้นกู้ประเภทต่างๆ มูลค่า 4,291 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 20.80% และหน่วยลงทุน 3,221 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 15.61% ขณะที่หุ้นมีการลงทุนเพียง 204 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 0.99% เท่านั้น
ทางด้านประเทศที่นักลงทุนได้นำเงินออกไปลงทุนมากที่สุดคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คิดเป็นเม็ดเงิน 4,251 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.31 แสนล้านบาท หรือสัดส่วน 20.61% อันดับ 2 คือ เกาหลีใต้ จำนวน 3,383 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 16.40% อันดับ 3 คือ บราซิล จำนวน 2,189 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 10.61% อันดับ 4 คือ จีน จำนวน 2,019 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 9.79% ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่อันดับ 6 มูลค่า 1,358 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6.58%
ขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปที่กำลังมีปัญหา PIIGS (โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน) ติดอันดับ 11 มีเงินลงทุนเพียง 92 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2,852 ล้านบาท หรือ 0.45% เท่านั้น
นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนิตี้ กล่าวว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นเป้าหมายการลงทุนมากที่สุด เพราะเมื่อพันธบัตรของเกาหลีใต้เกือบ 7-8 แสนล้านบาท หมดอายุลง ทางกลุ่มประเทศตะวันออกกลางได้เสนอขายตราสารการเงินระยะสั้น โดยให้อัตราผลตอบแทนที่สูงแทน
แหล่งข่าวจากกองทุนรวมเปิดเผยว่า เงินลงทุนในต่างประเทศที่กองทุนรวมออกไปลงทุนนั้น ส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้และเงินฝากระยะสั้น โดยมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้
นายชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ ผู้บริหารกองทุนฝ่ายจัดการกองทุนตราสารหนี้ บลจ.กสิกรไทย เปิดเผยว่า กองทุนตราสารหนี้ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนคือ กองทุนเทอมฟันด์ที่กำหนดอายุการลงทุนและต้องมีการผสมผสานการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศเข้ามาผสม เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้แก่นักลงทุน
ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย มีกองทุน FIF มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ณ เดือน ก.ค. จากมูลค่ากองทุน FIF ทั้งระบบอยู่ที่ 4.8 แสนล้านบาท
“บริษัทพยายามมองหาตราสารหนี้ในต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา เพราะหากลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ในประเทศ ผลตอบแทนไม่มาก” นายชัชชัย กล่าว







