
หุ้นส่งออกเจ็บ เงินบาทแข็งค่า บจ.มีหนี้นอกเฮ
โพสต์ทูเดย์
— เปิดโพยหุ้นได้เสียเงินบาทแข็งกลุ่มส่งออกเจ็บสุด ส่วนคนเป็นหนี้มีเฮ! หนี้ลดฮวบ PRANDA ยอมรับมือไหวบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอสวิคเคอร์ส ออกมาระบุว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็นไปตามการไหลเข้ามาของเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น และขณะเดียวกันเกิดจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่มีต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้นักเศรษฐศาสตร์ของดีบีเอสแบงก์มองว่าค่าเงินบาทมีโอกาสที่จะแข็งค่าขึ้นต่อและประเมินว่าเงินบาทเมื่อสิ้นปี 2553 น่าจะอยู่ที่ 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่แข็งจะไม่เป็นผลดีต่อหุ้นที่มีการส่งออกสุทธิ เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจเกษตรส่งออก รองลงมาเป็นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ แต่เป็นบวกกับบริษัทที่มีการนำเข้าวัตถุดิบสูง เช่น น้ำมันพืชไทย (TVO) และบริษัทที่มีหนี้ต่างประเทศที่ยังไม่ทำประกันความเสี่ยง เพราะทำให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เช่น ทรูคอร์ปอเรชั่น (TRUE) ทีทีแอนด์ที (TT&T) และจีสตีล (GSTEEL)
นางสุนันทา เตียสุวรรณ์ กรรมการ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ (PRANDA) กล่าวว่า บริษัทไม่กังวลเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า เพราะมีการบริหารความเสี่ยงใกล้ชิดทุกวันด้วยการทำฟอร์เวิร์ดเงินล่วงหน้า โดยทุกวันมีกระแสเงินสดจะจดอัตราแลกเปลี่ยนทั้งตัวเลขคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) และจดวันที่ส่งสินค้าให้ลูกค้า ซึ่งหากวันไหนค่าเงินแข็งขึ้นบริษัทก็จะไปบวกกับลูกค้า
อีกทั้งบริษัทมีการสั่งซื้อวัตถุดิบมาในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ก็สามารถมาเฉลี่ยกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ จึงคิดว่าเรื่องค่าเงินบาทไม่กระทบต่อกำไรสุทธิของบริษัท และไตรมาสแรกปีนี้จะโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 15% และทั้งปียังคงมองว่ารายได้จะโตจากปีก่อน 10% โดยปีก่อนมีรายได้ 3,700 ล้านบาท เพราะรอดูการเมืองก่อนว่าเป็นอย่างไร







