
ดับฝัน ไทย ฮับ แฟชั่น การเมืองป่วนยาว ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น
หลังรัฐประหาร 2549 ผ่านมากว่า 4 ปี ความปั่นป่วนทางการเมือง ยังคงเป็นความเสี่ยงของธุรกิจที่ทำลายความเชื่อมั่นการค้าการลงทุนต่างประเทศต่อเนื่อง ล่าสุดการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยืดเยื้อมา 6 วัน (1217 มี.ค.) และส่อยาวไปสัปดาห์หน้า ความวุ่นวายทางการเมืองที่เสี่ยงปะทุเป็นความรุนแรงดังกล่าว นับว่ากระทบทันทีกับอุตสาหกรรมอ่อนไหวเช่นท่องเที่ยวอย่างมาก ซึ่งนอกจากนักท่องเที่ยวแล้ว ในส่วนของนักธุรกิจที่เดินทางมาค้าขาย ก็ต้องชะลอการเดินทาง ทำให้การค้าชะงัก
เห็นได้ชัดจากอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ย่านค้าสำคัญที่ต่างชาติเข้ามาซื้อ เช่น ย่านใบหยก ประตูน้ำ โบ๊เบ๊ จากการเมืองที่ยืดเยื้อหลายปี ผู้ประกอบการต่างหวั่นว่า แผนของเอกชนที่สร้างไทยให้เป็นศูนย์กลางหรือฮับแฟชั่น คงเป็นได้แค่ฝัน
จากตัวเลขอุตสาหกรรมแฟชั่นในประเทศไทยรวมทุกกลุ่ม ทั้งสินค้าอินเตอร์แบรนด์เนมต่างประเทศ สินค้าแบรนด์เนมในประเทศ และกลุ่มผู้พัฒนาการออกแบบสินค้าแฟชั่นของตัวเอง (โอดีเอ็ม) ที่ปัจจุบันคาดมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 23 แสนล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในปีนี้ ส่วนหนึ่งจากโอกาสการเปิดเสรีการค้าอาเซียน (อาฟตา) ที่ลดภาษีนำเข้าอัตรา 0% ใน 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อโอกาสในการขยายการทำตลาดระหว่างประเทศได้ง่ายขึ้น
แนวทางดังกล่าวเป็นปัจจัยหนึ่งที่กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่มองเห็นเป็นโอกาสที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ด้านแฟชั่นที่ดีที่สุดในภูมิภาคในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งอาศัยผลพวงจากการที่ประเทศเป็นเดสติเนชันการท่องเที่ยวที่ดีที่สุดและประหยัด ตามที่หลายฝ่ายต่างพยายามผลักดันให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่ดี เสมือนเป็นการจัดหน้าตาประเทศ หรือ
“วินโดว์ ดิสเพลย์” ที่สวยงามหวังดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาอย่างไรก็ตาม รายงานข่าวจากศูนย์การค้าสยามพารากอนล่าสุด ได้เลื่อนการจัดงาน
“สยามพารากอน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล แฟชั่น วีค 2010” ครั้งที่ 5 ออกไปเป็นวันที่ 2225 เม.ย. แทนกำหนดเดิมจัดสัปดาห์นี้วันที่ 1821 มี.ค. ด้วยยอมรับว่า ไม่มั่นใจกับสถานการณ์ทางการเมืองจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้นที่มีการเคลื่อนไหวการชุมนุมไปยังสถานที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะย่านธุรกิจใจกลางเมืองกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมาเช่นเดียวกับกลุ่มผู้ประกอบการเสื้อแฟชั่นย่านประตูน้ำ ซึ่งจากสอบถามพ่อค้าแม่ค้าระบุตรงกันว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มลูกค้าต่างชาติทั้งประเภทค้าปลีกและค้าส่ง เดินทางมาเลือกซื้อสินค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นผลจากความไม่สะดวกด้านการเดินทาง แม้ว่าจะมีการส่งของให้กับร้านค้าเป็นไปตามปกติก็ตาม
นายคมสัน วิจิตรวิกรม นายกสมาคมผู้ค้าโบ๊เบ๊ กล่าวว่า จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการพ่อค้าแม่ค้าในย่านโบ๊เบ๊ ประตูน้ำ พบว่าในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้รับผลกระทบพอสมควรจากการชุมนุมม็อบเสื้อแดงที่เกิดขึ้น เห็นได้ชัดจากกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติในอาเซียน อาทิ ฟิลิปปินส์ ที่ลดลงไป โดยชะลอการเข้ามาสั่งซื้อสินค้า (ออร์เดอร์) จากพ่อค้าแม่ค้าย่านโบ๊เบ๊ และประตูน้ำ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าไม่มั่นใจกับสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้น
“
ไม่แน่ใจว่าเป็นเพียงแค่การปลอบใจของลูกค้าต่างชาติหรือไม่ ซึ่งบอกว่าจะกลับมาในสัปดาห์หน้า จากเดิมที่จะเข้ามาออร์เดอร์ในสัปดาห์นี้ ซึ่งในมุมของผู้ประกอบการพ่อค้าแม่ค้ามองว่า หากกลุ่มคนเสื้อแดงต้องการเรียกร้องประชาธิปไตย ควรทำได้ในขอบเขต แต่ไม่อยากให้เกินเลยไปถึงสัปดาห์ที่ 2 หรือเกิดการปิดสนามบินเหมือนในช่วงที่ผ่านมา เพราะจะกระทบแน่นอนกับตลาดเสื้อผ้าในภาพรวมจากความไม่สะดวกด้านการขนส่งหรือโลจิสติกส์” นายคมสัน กล่าวขณะเดียวกัน ยังพบว่าความถี่ในการสั่งซื้อสินค้าจากต่างชาติยังลดลงไป จากเดิมฐานลูกค้าชาวต่างชาติจะเดินทางมาประเทศไทยเฉลี่ย 1 เดือนมา 1 ครั้ง แต่ขณะนี้ลูกค้าเริ่มหายไปและหันไปซื้อสินค้าในตลาดจีน อินโดนีเซีย ทดแทน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก หากสถานการณ์ทางการเมืองยังยืดเยื้อออกไปอีก ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความไม่มั่นใจในการเดินทางมายังประเทศไทยของลูกค้าต่างชาติ ซึ่งในจุดนี้กลุ่มผู้ประกอบการตลาดแฟชั่นสตรีตแวร์ในย่านโบ๊เบ๊ และประตูน้ำ จะต้องปรับแผนด้วยการรวมตัวกันออกไปโรดโชว์ตลาดในต่างประเทศ
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น เพื่อตอกย้ำศักยภาพประเทศไทยที่จะเป็นฮับแฟชั่นในภูมิภาคอาเซียนได้ ที่จะต้องเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยวของประเทศด้วย ซึ่งเปรียบเสมือนประเทศไทยจะต้องตกแต่ง
“วินโดว์ ดิสเพลย์” ที่ดึงดูดใจลูกค้า แต่จากการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ อาจสะท้อนภาพลักษณ์ในเชิงลบในสายตาชาวต่างชาติ ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเร่งแก้ไขในจุดนี้หากสถานการณ์การชุมนุมเริ่มคลี่คลายนายคมสัน กล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มผู้ประกอบการเสื้อผ้าแฟชั่นสตรีตแวร์ในลักษณะโอดีเอ็ม ซึ่งรวมกันไม่ต่ำกว่า 12 หมื่นราย ผ่านช่องทางจำหน่ายในร้านค้าจำหน่ายในย่านโบ๊เบ๊ ประตูน้ำ และสวนจตุจักร ซึ่งผู้ประกอบการ 1 ราย จะมีหน้าร้านกระจายอยู่ในแหล่งต่างๆ ซึ่งแต่ละปีธุรกิจแฟชั่นกลุ่มนี้มีอัตราเติบโตสูงตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศต่อเนื่อง เห็นได้จากการเติบโตของกลุ่มผู้พัฒนาโครงการค้าปลีกแฟชั่นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่ในปีนี้จะเกิดโครงการใหม่ไม่ต่ำกว่า 3 แห่ง อาทิ โครงการศูนย์การค้าแพลทินัม 2 ตึกใบหยก 3 และโครงการชิบูย่า เป็นต้น ที่ผลักดันให้ตลาดแฟชั่นสตรีตแวร์เติบโตขึ้นอีก
น.ส.วิลาสินี ชูรัตน์ เจ้าของร้านแฟชั่นเสื้อผ้าแบรนด์ของตัวเองภายใต้ชื่อร้าน ชิคกี้ ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 3 ศูนย์การค้าแพลทินัม และร้านฮอต ช้อป ศูนย์การค้ากรุงทอง ย่านประตูน้ำ กล่าวว่า ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ยอดหายไป 100% จากการที่ศูนย์การค้าทั้งสองแห่งปิด ตามมาตรการรักษาความปลอดภัย จากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และในสัปดาห์นี้หลังกลับมาเปิดให้บริการตามปกติตั้งแต่วันจันทร์ที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา พบว่ายอดขายยังไม่กลับมา ลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติหายไปวันละกว่า 5080% หรือขายได้วันละ 2,500 บาท เดิมขาย 5,0006,000 บาทแม้จะเปิดให้บริการตามเวลาปกติตั้งแต่ 9.30 น.19.30 น. ในศูนย์การค้าแพล็ตทินั่ม และเวลา 8.00น.17.00 น.ในศูนย์การค้ากรุงทอง
ขณะเดียวกันยังพบว่าในกลุ่มเพื่อนร้านค้าเสื้อผ้าด้วยกันเองก็มีคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าลดลงด้วย โดยมีการนำสินค้ามาส่งจำนวนน้อยกว่าปกติทุกวัน ขณะที่ลูกค้าที่เดินไปมาในซอยย่านประตูน้ำก็ลดลงไปจำนวนมากในวันนี้ ซึ่งกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าไม่อยากให้เหตุการณ์ความไม่สงบลักษณะนี้ดำเนินการยื้อเยื้อด้วยไม่ส้งผลดีต่อรายได้ ในภาวะที่เศรษฐกิจเริ่มกับมาฟื้นขึ้นในช่วงก่อนหน้าที่มีการชุมนุมฯเกิดขึ้น ยาว







