
20ปีประกันภัย "พรบ." เอากำไรคืนลูกค้า
ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของการมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
โดย...วารุณี อินวันนา
ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการ เห็นพ้องกันว่าจะไม่มีการปรับลดราคาเบี้ยประกันภัย พ.ร.บ.อีกในรอบที่ต้องทบทวนครั้งหน้า
สำหรับเหตุผลที่ภาครัฐและผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยอ้างว่าจะไม่มีการลดราคาเบี้ยประกัน พ.ร.บ.อีก เพราะได้ลดลงมาต่ำมากแล้ว เช่น พ.ร.บ.รถเก๋ง ลดจาก 1,200 บาทต่อปี เมื่อปี 2535 ลงมาเหลือ 600 บาท ในปี 2552 และ พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ ที่คนส่วนใหญ่ใช้กันเหลือปีละ 300 บาท
ราคาเบี้ยประกันภัย พ.ร.บ.ในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ประชาชนสามารถจ่ายได้ ไม่เป็นภาระมาก และธุรกิจประกันภัยอยู่ได้ เพราะค่าใช้จ่ายในการทำเคลม พ.ร.บ.ต่อครั้งอยู่ที่ 300 บาทต่อเคลม จึงยังมีเงินเหลืออีกส่วนหนึ่งในการเป็นค่าใช้จ่ายรับประกันภัยและชดเชยกับการขาดทุนจากประกันภัยรถจักรยานยนต์
แต่จะเห็นการเพิ่มความคุ้มครองการรักษาพยาบาลเบื้องต้นจากปัจจุบันที่ชดใช้อยู่ที่ 1.5 หมื่นบาท
เหตุผลที่จะเพิ่มความคุ้มครองการรักษาพยาบาลเบื้องต้น เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมายังไม่เคยมีการปรับเพิ่มขึ้นเลย แต่ปรับเฉพาะความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจาก 1 แสนบาท เป็น 2 แสนบาท และเพิ่มค่าชดเชยรายวันกรณีรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกวันละ 200 บาทต่อคน สูงสุดไม่เกิน 20 วัน
ส่วนค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นยังอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อคนเหมือนเดิม ซึ่งผลจากเวลาที่ผ่านไป การคมนาคมทางบกสะดวกรวดเร็ว รถมีจำนวนเพิ่มขึ้น ค่ารักษาพยาบาลปรับตัวสูงขึ้น เงินเฟ้อขึ้นทุกปี ทำให้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ค่ารักษาพยาบาลที่ 1.5 หมื่นบาท ไม่อาจรองรับค่ารักษาได้ทั้งหมด
แม้ว่าค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น 1.5 หมื่นบาท จะครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด และสูงกว่าค่ารักษาฉุกเฉินเบื้องต้นในระบบประกันสังคมซึ่งอยู่ที่ 1.05 หมื่นบาท โดยดูจากสถิติจากผู้ประสบภัยที่มาใช้สิทธิปีละ 4 แสนราย เฉลี่ยค่ารักษาพยาบาลอยู่ที่ 9,000 บาทต่อรายเท่านั้น มีประมาณ 4.7 หมื่นคน ที่มีค่ารักษาสูงกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อครั้ง หากมีการเพิ่มความคุ้มครองค่ารักษาเบื้องต้นจะทำให้คนกลุ่มนี้ได้สิทธิทันที
ถ้าผู้ประสบภัยไม่ใช้สิทธิ หรือใช้สิทธิไม่ถึง บริษัทประกันภัยก็ไม่ได้สูญเสียผลประโยชน์ แตกต่างจากการลดเบี้ยประกันภัยที่รายได้ของธุรกิจประกันจะลดลงทันที
ส่วนจะเพิ่มค่ารักษาเบื้องต้นเป็นเท่าไหร่นั้น ต้องรอดูผลการศึกษาผลกระทบต่อกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัย ซึ่งค่ารักษาเบื้องต้นที่ 1.5 หมื่นบาท ทางกองทุนฯ มีภาระในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบภัยที่ถูกรถชนแล้วหนี และรถที่ไม่มีประกันชนปีละประมาณ 6270 ล้านบาท หรือมีผู้ประสบภัยมาใช้สิทธิจากกองทุนปีละ 5,000 คน
หากเพิ่มค่ารักษาเบื้องต้นเป็น 3 หมื่นบาท ภาระจะเพิ่มเป็นประมาณ 140 ล้านบาท ขณะที่กองทุนฯ มีรายได้ปีละ 100 ล้านบาท จากการที่บริษัทประกันภัยที่ขายประกัน พ.ร.บ. ส่งเงินเข้าสมทบปีละ 1% ของยอดขาย พ.ร.บ.
แม้ว่ากองทุนฯ จะมีเงินทุนอยู่ 2,000 ล้านบาท แต่ภาครัฐไม่ต้องการให้ภาระที่เพิ่มขึ้นไปกินทุนที่มีอยู่ ซึ่งปัจจุบันมีการนำไปฝาก และลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย แล้วนำรายได้จากดอกผลมาเป็นค่าบริหารจัดการภายใน
จำนวนประชาชนที่มาใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. หลังจากมีการนำระบบเคลมออนไลน์ไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้ามาใช้ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2555 ที่ผ่านมา โดยบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เข้ามาเป็นผู้สำรองจ่ายตรงให้กับโรงพยาบาล 1,541 แห่งทั่วประเทศ และจะทำการไปรวบรวมเอกสารของผู้ประสบภัย เช่น ใบบันทึกประจำวันจากตำรวจ เพื่อนำไปเบิกค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนฯ ต่อไป
ปัจจุบันทางสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุไว้ว่า มีผู้ประสบภัยจากรถในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน แต่ตัวเลขที่มาใช้สิทธิประกันภัยตาม พ.ร.บ.เพียง 4 แสนคนเท่านั้น อีก 6 แสนคน ไปใช้สิทธิระบบประกันสังคม ระบบบัตรทอง เพราะมีขั้นตอนการดำเนินงานซับซ้อน เช่น ขอเอกสารเพิ่มเติมมากกว่าที่กฎหมายกำหนด
การนำระบบเคลมออนไลน์ ประชาชนไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า คาดว่าจะทำให้ผู้ประสบภัยจากรถหันมาใช้สิทธิเพิ่มมากขึ้น แต่จะเป็นเท่าไหร่ทางภาครัฐและเอกชนขอเวลาติดตามสถิติ 3 เดือน แล้วจึงจะเห็นภาพในเบื้องต้นว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร
ควบคู่ไปกับการเร่งรณรงค์ให้บริษัทประกันภัยอีก 40 แห่ง หันมาใช้ระบบเคลมออนไลน์ทั้งหมด เพื่อให้บริการแก่ผู้ประสบภัยจากรถได้รับการชดใช้ตาม พ.ร.บ. สะดวกและรวดเร็วขึ้นทั้งระบบ
ส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้ใช้จะเป็นบริษัทประกันภัยขนาดเล็กที่มีตลาดจำกัดและเชื่อมั่นว่าสามารถบริการได้เร็ว แต่ที่ผ่านมาเป็นการพิสูจน์แล้วว่ามีความล่าช้า จึงต้องการให้หันมาใช้ระบบเคลมออนไลน์ทั้งหมด
กว่าจะมาถึงยุคการเคลมออนไลน์ ผู้ประสบภัยไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า ต้องใช้เวลาถึง 20 ปี ที่ไม่ได้เกิดจากภาคธุรกิจประกันภัยเพียงฝ่ายเดียว แต่แรงผลักดันหนักหน่วงมาจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่มีการติดตามและศึกษาประสิทธิภาพของระบบประกันภัย พ.ร.บ.มาตลอด และมีการเสนอให้รัฐบาลเข้ามาบริหารจัดการเองทั้งหมด
เนื่องจากตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจประกันวินาศภัยกินกำไรจากการขายประกัน พ.ร.บ.เป็นกอบเป็นกำ ที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะตัวเลขสถิติของเบี้ยประกันภัยรับ กับค่าสินไหมทดแทนที่จ่ายออกไป เห็นชัดเจนว่ากำไรมหาศาล ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมา เบี้ยประกัน พ.ร.บ.เฉลี่ยปีละ 1 หมื่นล้านบาท แต่มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนออกมาเฉลี่ย 5 ปี เพียง 44.8% ของเบี้ยรับรวม หรือ 4,480 ล้านบาทต่อปี เหลือกำไรให้บริษัทประกันภัยกินกันพุงกางปีละ 9,955.2 ล้านบาทต่อปี
แรงผลักดันและการร่วมกันตรวจสอบทำให้เกิดการเร่งพัฒนาระบบบริหารจัดการสินไหมแก่ผู้ประสบภัยจากรถ ให้เป็นแบบเคลมออนไลน์ โดยไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า เพื่อจะให้เกิดการใช้สิทธิที่ถูกที่ถูกทาง ไม่ใช่บาดเจ็บจากรถ แต่ไปใช้สิทธิจากระบบประกันสังคม หรือบัตรทองเช่นที่ผ่านมา
การเคลมออนไลน์โดยไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้าที่เริ่มไปแล้ว และการจะเพิ่มความคุ้มครองในอนาคต จึงเป็นความหวังของผู้ประสบภัยจากรถ ว่าจะได้รับการบริการที่รวดเร็ว สะดวก ตามที่ภาคธุรกิจประกันภัยโฆษณาไว้ และเป็นการคืนกำไรให้กับประเทศชาติอย่างแท้จริง







