posttoday
ขยายเวลาเก็บVATอัตรา 7% ออกไป 2 ปี

ขยายเวลาเก็บVATอัตรา 7% ออกไป 2 ปี

17 สิงหาคม 2555

เมื่อวันอังคารที่ 7 ส.ค. 2555 คณะรัฐมนตรีมีมติขยายกำหนดเวลาจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 ออกไปอีก 2 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค. 2555 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2557 ท่านใดที่ติดตามข่าวสารจากสื่อต่างๆ ได้ยินหรือรับฟังบ่อยครั้งว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บในปัจจุบันจัดเก็บในอัตราร้อยละ 7 แต่พอดูกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้ทีไร เห็นเขียนไว้ในอัตราร้อยละ 6.3 มันผิดหรือถูก หรืออย่างไรกันแน่ คำถามมีมากมาย ดีไม่ดีคิดว่ารัฐลดอัตราภาษีและจัดเก็บในอัตราร้อยละ 6.3

เมื่อวันอังคารที่ 7 ส.ค. 2555 คณะรัฐมนตรีมีมติขยายกำหนดเวลาจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 ออกไปอีก 2 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค. 2555 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2557 ท่านใดที่ติดตามข่าวสารจากสื่อต่างๆ ได้ยินหรือรับฟังบ่อยครั้งว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บในปัจจุบันจัดเก็บในอัตราร้อยละ 7 แต่พอดูกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้ทีไร เห็นเขียนไว้ในอัตราร้อยละ 6.3 มันผิดหรือถูก หรืออย่างไรกันแน่ คำถามมีมากมาย ดีไม่ดีคิดว่ารัฐลดอัตราภาษีและจัดเก็บในอัตราร้อยละ 6.3

ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บจากการขายสินค้าในประเทศ การให้บริการในประเทศและการนำเข้า โดยจัดเก็บในอัตราเดียวกันหมด หากดูประมวลรัษฎากร บทบัญญัติมาตรา 80 อัตราภาษีระบุร้อยละ 10 แต่รัฐเห็นว่าควรจัดเก็บภาษีอัตราต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดโดยกำหนดช่วงเวลาไว้ จึงได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 6.3 ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 507 ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2553 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2555 นี้ บุคคลทั่วไปที่อ่านพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว เห็นว่าจัดเก็บภาษีอัตราร้อยละ 6.3 ซึ่งก็เข้าใจถูกแล้ว แต่เมื่อยื่นแบบเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) หรือซื้อสินค้า หรือใช้บริการ ไฉนต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 มันยังไงกันแน่

สาเหตุที่ว่าทำไมเมื่อยื่นแบบเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือซื้อสินค้าหรือใช้บริการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 นั้น เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กรุงเทพมหานคร พัทยา เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล) มีบทบัญญัติให้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นอีก 1/9 ของอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่กรมสรรพากรจัดเก็บตามประมวลรัษฎากร ทำให้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสียเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 0.70 (1/9 x 6.3 = 0.70) ดังนั้น เมื่อรวมอัตราภาษีที่จัดเก็บให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (0.70) กับอัตราภาษีที่จัดเก็บตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (6.3) ทำให้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจริงๆ ในอัตราร้อยละ 7

นอกจากนั้น ตามบทบัญญัติมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 สำหรับกิจการที่ส่งออกสินค้า การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการในต่างประเทศ การใช้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรเพื่อผลิตสินค้าในเขตปลอดอากรเพื่อส่งออก การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเล การขายสินค้าหรือการให้บริการกับกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่นหรือรัฐวิสาหกิจ ตามโครงการเงินกู้และเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ และกรณีอื่นๆ ที่กฎหมายระบุไว้

กิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (บทบัญญัติมาตรา 81 แห่งประมวลรัษฎากร) กับกิจการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 มีข้อที่เหมือนกัน กล่าวคือ ผู้ประกอบการไม่ต้องเรียกเก็บภาษีเป็นตัวเงินจริงๆ ส่วนข้อที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เสียภาษีอัตราร้อยละ 0 สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ แต่กิจการที่ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่คณะรัฐมนตรีมีมติขยายกำหนดเวลาจัดเก็บภาษีอัตราร้อยละ 7 ออกไปอีก 2 ปี คงช่วยให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและผู้บริโภคได้หายใจทั่วท้องกันได้บ้าง หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจในประเทศไทย ท่านสามารถติดตามกฎหมายที่จะออกมาบังคับใช้ได้ที่ www.rd.go.th สวัสดีครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน