
แห่ซื้อคอนโดรับตลาดเออีซี
ตลาดคอนโดมิเนียมบูมรับเออีซี ต่างชาติคนมีเงินแห่ซื้อคอนโด มิเนียมใจกลางเมือง 3-5 ล้านบาท ติดรถไฟฟ้า ดันราคาพุ่งพรวด
ตลาดคอนโดมิเนียมบูมรับเออีซี ต่างชาติคนมีเงินแห่ซื้อคอนโด มิเนียมใจกลางเมือง 3-5 ล้านบาท ติดรถไฟฟ้า ดันราคาพุ่งพรวด
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรม การผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดคอนโดมิเนียมคึกคักมากขึ้น เริ่มเห็นผู้ซื้อเป็นชาวต่างชาติและกลุ่มคนที่มีเงินซื้อเพื่อเตรียมให้เช่า รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 เนื่องจากไทยมีภูมิศาสตร์ที่ดีอยู่ตรงกลางคั่นหลายประเทศ ขณะที่กฎหมายอนุญาตให้ต่างชาติสามารถซื้อและถือครองคอนโดมิเนียมได้ 49% ของทั้งโครงการ ต่างจากบ้านแนวราบกฎหมายไม่ให้ต่างชาติถือครองที่ดิน
นายชาติชาย กล่าวว่า ผลที่เกิดขึ้นขณะนี้ คือ ราคาคอนโดมิเนียมเริ่มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะทำเลใจกลางเมืองจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ตารางเมตรละ 5-6 หมื่นบาท ขณะนี้เพิ่มเป็นตารางเมตรละ 1.2 แสนบาท คิดเป็นการปรับตัวของราคา 100% ซึ่งทำเลคอนโดมิเนียมที่ลูกค้าต่างชาตินิยมซื้อ คือ ใจกลางเมือง ติดรถไฟฟ้า ระดับราคา 3-5 ล้านบาท ปัจจุบันขายหมดแทบทุกโครงการ เช่นเดียวกับทรัพย์มือสองที่เป็นคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง ก็แทบไม่มีเหลือให้เห็น เพราะผู้ที่ลงทุนจะมองตลาดเออีซีไว้ล่วงหน้า
ทั้งนี้ ผู้ที่ซื้อคอนโดมิเนียมระดับ 5 ล้านบาท เพื่อปล่อยให้เช่าและซื้อเพื่ออยู่เอง จะซื้อโดยใช้เงินสดทั้งก้อนและผ่อนธนาคารอย่างละ 50% เนื่องจากเป็นกลุ่มคนมีเงิน และหากเป็นชาวต่างชาติจะไม่สามารถขอสินเชื่อกับธนาคารได้จึงซื้อเงินสด
ขณะที่คอนโดมิเนียมในเมืองระดับ 2 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยในปัจจุบัน ก็มีผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการหันมาทำคอนโดมิเนียมมากกว่าบ้านในแนวราบ ทำให้สัดส่วนลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารเริ่มเปลี่ยน โดยสัดส่วนสินเชื่อคอนโดมิเนียมจาก 35% เพิ่มเป็น 50% ในปีนี้ และสินเชื่อบ้านในแนวราบจาก 65% เป็น 50% จากปัจจุบันสินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้างของธนาคารอยู่ที่ 1.93 แสนล้านบาท สิ้นปีคาดว่าจะเพิ่มมาอยู่ที่ 2.15 แสนล้านบาท
นายชาติชาย กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารนั้น ก็ได้รับผลดีที่เกิดจากตลาดคอนโดมิเนียมคึกคักเพื่อเตรียมรับเออีซีเช่นกัน เพราะทำให้ทรัพย์ที่ธนาคารถืออยู่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น มีผลต่อราคาหลักประกัน หากเป็นหนี้เสียธนาคารก็สามารถขายทรัพย์ที่เป็นหลักประกันได้ในราคาสูง หลักประกันคุ้มวงเงิน จากนี้จะเป็นผลดีต่อธนาคารพาณิชย์ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งปัจจุบันสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารก็แทบไม่มีหนี้เสีย เพราะส่วนใหญ่ผู้ขอสินเชื่อธนาคารระดับราคาบ้านจะมากกว่า 2.5 ล้านบาทขึ้นไป เท่ากับลูกค้าต้องมีรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท







