
เตือนรัฐดันทุรังอุ้มพลังงาน พอกหนี้กองทุนน้ำมันฯบาน
สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ทยอยปรับสูงขึ้นในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เป็นสัญญาณที่ทำให้รัฐบาลเกิดความกังวล
สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ทยอยปรับสูงขึ้นในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เป็นสัญญาณที่ทำให้รัฐบาลเกิดความกังวล
และเริ่มระมัดระวังในเรื่องการดูแลราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้มีราคาที่สูงเกินไปจนกระทบกับค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งกรณีของ ราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคขนส่ง และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ได้ประกาศตรึงราคาเป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.-16 ส.ค. 2555 แต่ก็ต้องมีคำตอบให้ชัดเจนว่าหลังจากสิ้นสุดการตรึงราคาจะดำเนินนโยบายต่อไปอย่างไร
ในขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ รัฐบาลเลือกใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือในการชะลอการปรับขึ้นราคา โดยการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ จากเบนซินและดีเซล ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้เร็วที่สุด แต่ก็ทำให้รายได้ของกองทุนน้ำมันฯ หายไปจากเดิมที่มีรายรับเป็นบวกรายวัน จนล่าสุดเริ่มกลับมาติดลบรายวันวันละ 15 ล้านบาท และมีภาระหนี้สะสมติดลบอยู่ 1.4 หมื่นล้านบาท
ความพยายามของกระทรวงพลังงานในการดูแลราคาน้ำมันไม่ให้ปรับสูงขึ้นตามราคาตลาดโลกจนไม่มีขอบเขตจำกัด อาจกลายเป็นกับดักทางนโยบาย เพราะถือเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ตามหลักการนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานควรดำเนินการในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ใช่เป็นมาตรการระยะยาว ทำเพื่อบรรเทาปัญหา แต่ไม่ใช่เป็นนโยบายถาวร
นอกจากนี้ สถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังอยู่ในภาวะติดลบสะสม แม้ว่าจะเป็นการติดลบที่มีจำนวนลดลงมาเกือบหมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับต้นเดือน ก.ค. ที่มีหนี้อยู่ 2.5 หมื่นล้านบาทก็ตาม แต่ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติให้ปรับลดอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของดีเซลให้เหลือ 0 บาท/ลิตร ส่งผลให้รายรับกองทุนน้ำมันฯ ติดลบทันที จากเดิมที่ยังมีรายรับเป็นบวกวันละ 9 ล้านบาท
กองทุนน้ำมันฯ ที่เริ่มมีรายรับติดลบแบบรายวันถือเป็นครั้งแรกในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ฐานะสุทธิกลับมามีสัดส่วนหนี้ที่เพิ่มขึ้นมากตามไปด้วย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ สามารถเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ สร้างรายได้กลับคืนมาแล้ว ปัญหาดังกล่าวรัฐบาลต้องมองผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
ชายน้อย เผื่อนโกสุม รักษาการผู้อำนวยการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การดูแลสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ ยังมีตัวช่วยจากกรอบเพดานเงินกู้ที่ขอมติจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไว้ 3 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมาได้เบิกจ่ายไปแล้ว 1 หมื่นล้านบาท และทยอยจ่ายคืนไปจนเหลือ 6,850 ล้านบาท
ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องดูแลราคาน้ำมันโดยเฉพาะดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาทต่อไป ก็ยังสามารถเบิกเงินกู้มาใช้ในการบริหารกองทุนน้ำมันฯ ได้ ซึ่งหากระดับราคาน้ำมันเป็นแบบนี้ ไม่ปรับเพิ่มขึ้นอีก คาดว่าจะเพียงพอกับการดูแลราคาน้ำมันและแอลพีจีได้จนถึงสิ้นปี เว้นแต่มีเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือที่คาดการณ์ไว้ จนทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นมาก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ต้องยอมรับว่าไม่มีความแน่นอนและคาดเดาไม่ได้
ปัจจุบันหน้าที่กองทุนน้ำมันฯ มี 2 เรื่องหลักๆ ที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด คือ การรักษาระดับราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล ไม่ให้สูงจนกระทบประชาชน และการนำเข้าแอลพีจี ซึ่งทั้งสองเรื่อง ภาระกองทุนน้ำมันฯ จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกทั้งสิ้น โดยเฉพาะในช่วงปลายปีในต่างประเทศจะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งตามปกติราคาน้ำมันจะเริ่มปรับราคาเพิ่มขึ้นจากปริมาณความต้องการใช้ที่มาก
ในขณะที่ความเห็นของนักวิชาการ มนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า การใช้นโยบายตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร คงเป็นผลทางการเมืองมากกว่า เพราะที่ผ่านมารัฐบาลโดนร้องเรียนเรื่องราคาสินค้าแพงมาโดยตลอด จึงจำเป็นต้องหันมาดูแลราคาพลังงานอย่างจริงจัง ซึ่งเห็นว่าการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปตรึงราคาดีเซล ก็ไม่ได้ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งถูกลงจนสามารถปรับลดราคาสินค้าได้ ก็ยังเห็นราคาสินค้าสูงขึ้น แต่ในระยะยาวกลับจะสร้างปัญหาให้กับกองทุนน้ำมันฯ มากกว่า เนื่องจากช่วงปลายปีราคาน้ำมันตลาดโลกจะสูงขึ้นมากกว่านี้ และจะต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่
ที่สำคัญราคาแอลพีจีตลาดโลกที่รัฐบาลยังต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ จ่ายการนำเข้าก็เริ่มสูงขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 775 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากเดือน ก.ค.อยู่ที่ 593 เหรียญสหรัฐ/ตัน เฉลี่ยเดือนละ 2,000-3,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณว่าในอนาคตต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ อีกมาก หากยังมีรายรับติดลบรายวันแบบนี้ ก็ต้องกู้เงินมาเสริมสภาพคล่องกันต่อไป และทำให้เกิดหนี้สะสมอีกหลายหมื่นล้านบาท
ในภาวะเช่นนี้ เชื่อว่ารัฐบาลยังจำเป็นต้องใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานต่อไป เพื่อประคับประคองเสถียรภาพทางการเมืองเอาไว้ แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องประชาชนเป็นลำดับแรก ยิ่งใกล้วันแถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 1 ปี ยามนี้ทุกกระทรวงจะต้องมีแต่นโยบายที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด
แต่สิ่งที่อยากเตือนไว้ก็คือ การบิดเบือนกลไกราคาน้ำมันจะไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ไม่ส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจ เป็นการทำลายระบบโครงสร้างราคาพลังงาน และทำให้คนไทยไม่รู้จักการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ท้ายสุดจะเกิดข้อจำกัดในการปรับขึ้นราคาในครั้งต่อๆ ไปเป็นปัญหาวนเวียนแบบนี้ และโอกาสที่จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ กลับมาเป็นบวกคงยังอีกไกลมาก







