
แอร์เอเชียเดินหมากสยายปีกคลุมเอเชีย
ในช่วงเวลาเตรียมตัวนับถอยหลังรอการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558
ในช่วงเวลาเตรียมตัวนับถอยหลังรอการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558
ทุกอุตสาหกรรมต่างเตรียมความพร้อมก้าวสู่เวทีแข่งขันที่ทุกประเทศเปรียบเสมือนพันธมิตร ทว่าในเชิงธุรกิจจำเป็นต้องสร้างจุดแข็งเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งที่เหนือกว่า เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมการบินได้ถูกจับตาเป็นอันดับต้นๆ ว่าภาพการแข่งขันจะดุเดือดอีกครั้งหลังการเปิดเสรีน่านฟ้าเออีซี เพราะการหลั่งไหลของประชากรอาเซียนที่เดินทางติดต่อการค้า การลงทุน การท่องที่ยว ฯลฯ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเดินทางทางอากาศเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมดังกล่าว
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าในช่วงนี้ทุกสายการบินต่างปรับแผนกลยุทธ์การตลาด เพื่อหันเข้าหาตลาดอาเซียนและภูมิภาคเอเชียมากขึ้นในช่วงที่กลุ่มที่เป็นขุมกำลังทรัพย์ด้านการท่องเที่ยว การค้า การส่งออกแถบยุโรปและอเมริกาแผ่ว กำลังซื้อลดลง เพราะสภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มว่าจะใช้เวลาเยียวยาอย่างน้อย 2-3 ปีนับจากนี้
โทนี เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย ผู้ให้บริการสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) แอร์เอเชีย เล่าว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว จะหลั่งไหลมายังแถบเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเออีซี ประชากรในเออีซีประมาณ 660 ล้านคน จะเกิดการเดินทางระหว่างประเทศในกลุ่ม ขณะที่เอเชียอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในกลุ่มเออีซีด้วย
ทั้งนี้ สายการบินได้เตรียมแผนกลยุทธ์การตลาด โดยเปิดสำนักงานแอร์เอเชีย อาเซียน ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการวางกลยุทธ์การบินภายใต้แบรนด์ของแอร์เอเชีย ทั้ง 6 สายการบิน ได้แก่ 1.แอร์เอเชีย มาเลเซีย 2.ไทยแอร์เอเชีย 3.แอร์เอเชีย อินโดนีเซีย 4.แอร์เอเชีย ฟิลิปปินส์ 5.แอร์เอเชีย เจแปน ซึ่งให้บริการเส้นทางระยะสั้น และ 6.แอร์เอเชีย เอ็กซ์ สายการบินผู้ให้บริการเส้นทางระยะไกลแถบยุโรป
นอกจากนี้ สำนักงานฯ ยังมุ่งส่งเสริมภาพลักษณ์ของแอร์เอเชีย ในการเป็นสายการบินแห่งอาเซียน ตามกลยุทธ์การขยายงานสู่ภูมิภาคของกลุ่มแอร์เอเชียด้วย โดยตั้งเป้าการจ้างงานในภาพรวมทั้งหมด 1 หมื่นอัตราทั่วอาเซียน โดยล่าสุดได้ปรับแผนการเพิ่มฝูงบินจากเป้าหมายเดิม 200 ลำ ในอีก 5 ปีข้างหน้า เป็น 410 ลำ แบ่งเป็นเครื่องบินแอร์บัส เอ 320 จำนวน 375 ลำ แอร์บัส เอ 330 จำนวน 25 ลำ และแอร์บัส เอ 350 จำนวน 10 ลำ เพื่อรองรับการเปิดเส้นทางให้ครอบคลุมเส้นทางหลักและเส้นทางเมืองของทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย
“ในอนาคตสายการบินในกลุ่มเออีซีต้องผลักดันให้เกิดองค์กรกลางด้านการบิน เพื่อเป็นศูนย์กลางการกำหนดยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาไปข้างหน้าและมีทิศทางเดียวกัน” เฟอร์นานเดส กล่าว
เฟอร์นานเดส เล่าว่า สำหรับแนวทางการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การบินในภูมิภาคเอเชีย บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ควรปรับลดค่าธรรมเนียมภาษีสนามบินท่าอากาศยานดอนเมืองให้กับผู้โดยสารที่ใช้บริการเส้นทางระหว่างประเทศ 250 บาทต่อที่นั่ง รวมถึงสนับสนุนให้เป็นอาคารผู้โดยสารโลว์คอสต์แอร์ไลน์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางที่ผู้ประกอบการสายการบินต้องการเดินทางมา
ด้าน โชคชัย ปัญญายงค์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย เล่าว่า การบินไทยอยู่ระหว่างการทบทวนแผนยุทธศาสตร์การบินรองรับการเปิดเสรีอาเซียน ซึ่งมองว่าการขยายฝูงบินจำนวนมากของแอร์เอเชีย ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของการบินไทย เพราะขณะนี้การบินไทยได้ทยอยรับมอบเครื่องบินอย่างต่อเนื่อง เช่น ล่าสุดรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER จำนวน 2 ลำ ซึ่งเป็นโครงการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างสำหรับเส้นทางบินข้ามทวีปและสำหรับเส้นทางบินภูมิภาค โดยเครื่องรุ่นดังกล่าวจะทยอยรับมอบจนครบ 8 ลำในปีหน้า
“ผมมองว่าจำนวนฝูงบินจำนวนมากไม่ใช่อุปสรรคทางการแข่งขัน เพราะเครื่องบินแอร์เอเชีย ขนาดลำจิ๋ว ขนเฉลี่ย 180 ที่นั่ง ขณะที่ขนาดตัวเครื่องของการบินไทยเป็นขนาดใหญ่ การบินไทยกับแอร์เอเชีย จึงไม่ใช่คู่แข่งที่อยู่ในระดับเดียวกัน” โชคชัย กล่าวทิ้งท้าย







