
เฮอร์บาไลฟ์ชู 3 กลยุทธ์ต่อยอดธุรกิจครบ 15 ปี
“เฮอร์บาไลฟ์” บริษัทขายตรงผลิตภัณฑ์โภชนาการระดับโลก ดำเนินธุรกิจมาครบ 15 ปีในประเทศไทย
โดย...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
“เฮอร์บาไลฟ์” บริษัทขายตรงผลิตภัณฑ์โภชนาการระดับโลก ดำเนินธุรกิจมาครบ 15 ปีในประเทศไทย แม้จะประสบปัญหาล้มลุกคลุกคลานในช่วงที่ผ่านมา แต่ผู้บริหารของเฮอร์บาไลฟ์ยังเห็นว่าไทยเป็นตลาดสำคัญของเฮอร์บาไลฟ์ในภูมิภาคนี้ และเนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี บริษัทได้วางกลยุทธ์สำหรับก้าวต่อไปเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
วิลเลียม ราห์น รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้อำนวยการ เฮอร์บาไลฟ์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวในงานฉลองครบรอบ 15 ปีของเฮอร์บาไลฟ์ในประเทศไทย ว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่สำคัญของเฮอร์บาไลฟ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา บริษัทจึงต้องการมุ่งตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวไทยผ่านกลยุทธ์หลัก 3 ประการ ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
กลยุทธ์ประการแรก 1.คือการเพิ่มอัตราบริโภคประจำวัน (Daily Consumption) โดยสนับสนุนให้ผู้จำหน่ายอิสระ ได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ในทุกๆ วันก่อน หากผู้จำหน่ายพอใจกับผลของผลิตภัณฑ์ ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะแนะนำผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคคนอื่นๆ ได้ทดลองใช้
2.การรับสมัครผู้จำหน่ายใหม่ (Distributer Recruiting) โดยมีนโยบายให้ผู้สนใจได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ก่อนสมัครเป็นผู้จำหน่าย และไม่มีนโยบายให้สมัครเป็นผู้จำหน่ายก่อนแล้วทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ เพราะต้องการให้การเป็นผู้จำหน่ายเกิดจากการยอมรับและพอใจกับผลลัพธ์ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะสามารถบอกต่อผลลัพธ์และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้อย่างมั่นใจ
ประการสุดท้าย 3.การฝึกอบรมให้ความรู้แก่ผู้จำหน่าย (Training) ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการเป็นผู้จำหน่ายอิสระ ซึ่งบริษัทจะสนับสนุนการอบรมและสัมมนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้จำหน่ายเกิดมุมมองและเรียนรู้วิธีการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้องและได้ผล ซึ่งจะทำให้เกิดการยอมรับในผลของผลิตภัณฑ์
“หากขาดในส่วนนี้ไปและเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อผลิตภัณฑ์อันเนื่องมาจากการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างไม่ถูกวิธีและไม่ได้ผล ก็จะเกิดโอกาสการบอกต่อความรู้สึกเหล่านั้นไปยังคนอื่นๆ และจะส่งผลลบต่อแบรนด์ในอนาคต” ราห์น กล่าว
สำหรับปีที่ผ่านมา เฮอร์บาไลฟ์เอเชียแปซิฟิก มียอดขาย 938 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2551 ที่มียอดขาย 410 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่จำนวนผู้จำหน่ายเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า โดยประเทศที่น่าจับตามองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คือ เกาหลี ไต้หวัน อินเดีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ ผลประกอบในไตรมาสก่อน (เม.ย.–มิ.ย. 2555) พบว่าจำนวนผู้จำหน่ายอิสระในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นถึง 40% โดยยังคงดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและไม่มีการออกจากกลุ่มธุรกิจไป
ทั้งนี้ ในอีก 2 ปีข้างหน้า เฮอร์บาไลฟ์จะให้ความสำคัญต่อการรุกตลาดและขยายกลุ่มธุรกิจในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย สอดคล้องต่อแนวทางธุรกิจแบบ MLM และจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการทำธุรกิจ
“เราต้องการมั่นใจว่า เฮอร์บาไลฟ์มีความพร้อมตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าชาวไทย ขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งยังมีลู่ทางทางธุรกิจที่ชัดเจน การดำเนินงานของเฮอร์บาไลฟ์ในประเทศไทยจึงแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของบริษัทที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก ซึ่งคาดว่าเฮอร์บาไลฟ์จะสามารถสานต่อพันธกิจที่มุ่งมอบโภชนาการที่ดีให้แก่ประชาคมไทยต่อไปในอีก 15 ปีข้างหน้าได้อย่างแน่นอน”
จักรพันธ์ สุทธโทธน กรรมการผู้อำนวยการ เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) กล่าวว่า เฮอร์บาไลฟ์เป็นบริษัทขายตรงผลิตภัณฑ์โภชนาการชั้นนำระดับโลก มีผลิตภัณฑ์โดดเด่น ได้แก่ โปรตีนเชก ผลิตภัณฑ์วิตามิน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและควบคุมน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์ให้พลังงานและฟิตเนส ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและเส้นผม กว่า 15 ปีที่เฮอร์บาไลฟ์มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนให้ดีขึ้น ผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ร่วมด้วยแผนการตลาด ตลอดจนการฝึกอบรมสัมมนาที่นำมาสู่สมาชิกผู้จำหน่ายอิสระ ครอบครัวเฮอร์บาไลฟ์ตลอดมา
นอกจากนี้ ล่าสุดยังได้เปิดแคมเปญประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ผ่านการเปิดตัวคาร์แร็พ ภายใต้แนวคิด “วันนี้...คุณดื่มเชกแล้วหรือยัง” จำนวน 100 คันทั่วกรุงเทพมหานคร รวมทั้งจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อาทิ เครื่องดื่มโปรตีนเชกรสชาติใหม่ๆ และแคลเซียมในรูปแบบเม็ด ถ้าในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยมียอดยอดขายเพิ่มขึ้น มีโอกาสที่จะเปิดศูนย์ธุรกิจ (Sale Center) ในภูมิภาคต่างๆ ตามมา
สำหรับยอดขายของเฮอร์บาไลฟ์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆไตรมาสเฉลี่ยประมาณ 20–30% โดยยอดขายล่าสุดระหว่างเดือน ม.ค.มิ.ย. 2555 มีอัตราเติบโต 27.5%
ที่สำคัญหากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 จะเกิดสิทธิพิเศษด้านภาษีเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในยุโรป จะมีโอกาสขยายธุรกิจในภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการพิจารณาตั้งโรงงานเพื่อเป็นศูนย์กลางในการบรรจุหีบห่อและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในภูมิภาคให้มีโอกาสมากยิ่งขึ้น m







