
มีลูกยาก อย่ายากจน!!!
พรุ่งนี้ก็วันแม่แล้ว บรรดาคุณแม่พาคุณลูกมาอวดความน่ารักกันเต็มไปหมด แบบนี้ “คนอยากเป็นแม่”
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
พรุ่งนี้ก็วันแม่แล้ว บรรดาคุณแม่พาคุณลูกมาอวดความน่ารักกันเต็มไปหมด แบบนี้ “คนอยากเป็นแม่” เห็นแล้วคงจะอิจฉา เพราะรอแล้วรอเล่าลูกน้อยก็ยังไม่มีวี่แววจะมากำเนิด หลายคนทนรอ (วิธีตามธรรมชาติ) ไม่ไหวต้องหันไปพึ่งพาวิทยาการทางการแพทย์
แต่พอไปสอบถาม “ค่าใช้จ่าย” แทบจะหงายหลัง เพราะคนโบราณบอกว่า มีลูกมากจะยากจน แต่สมัยนี้คนที่มีลูกยาก (แต่อยากมี) ก็ต้องใช้เงินไม่น้อยเลย เพราะฉะนั้น Money Tips ฉบับนี้จึงขอเอาใจคนอยากเป็นแม่ไปรวบรวมวิธีการและค่าใช้จ่ายโดยประมาณ ให้พอเป็นแนวทางว่า ถ้าต้องพึ่งหมอจะต้องเตรียมเงินไว้สักเท่าไร
ญญอายุมาก ยิ่งยากขึ้น
ตามสถิติทางการแพทย์แล้วถ้าหนุ่มสาวอายุ 20 ปีขึ้นไป “กุ๊กกิ๊ก” กันอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ได้คุมกำเนิด ในแต่ละเดือนจะมีโอกาสตั้งครรภ์เฉลี่ยเท่ากับ 1 ใน 5 หรือ 20% เพราะฉะนั้นเท่ากับว่า จะมีโอกาสประสบความสำเร็จเมื่อพยายามอย่างน้อย 4-6 เดือน
แต่ถ้าผู้หญิงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่จะตั้งครรภ์ (แม้ว่าจะพยายามอย่างสม่ำเสมอ) ก็จะลดลงเรื่อย และถ้าอายุเลย 35 ปี โอกาสตั้งครรภ์จะลดลงเหลือ 15% และโอกาสจะน้อยนิดจนเหลือแค่ 1% เท่านั้น ถ้าปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนอายุมากกว่า 45 ปี
เพราะฉะนั้น ถ้าได้พยายามมาแล้ว 12 เดือน แต่ยังไม่มีวี่แวว ก็น่าจะพากันไปปรึกษาคุณหมอกันได้แล้ว หรือถ้าผู้หญิงอายุมากกว่า 35 ปี ลองใช้ความพยายามแค่ 6 เดือนก็น่าจะพอแล้วที่จะจูงมือออกไปหาคุณหมอได้แล้วเหมือนกัน เพราะน่าจะเรียกได้ว่า “มีลูกยาก”
ข้อมูลจากศูนย์ ซูพีเรีย เออาร์ที ระบุว่า คนที่เข้าข่ายมีลูกยากอย่าเพิ่งเสียใจและรู้สึกแย่ เพราะจริงๆ แล้วคู่แต่งงาน 1 ใน 6 คู่ จะมีภาวะการมีลูกยากเช่นเดียวกัน
ขณะที่ นพ.พูลศักดิ์ ไวความดี สูตินารีแพทย์ หัวหน้าศูนย์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้ข้อมูลไว้ในเอกสารของโรงพยาบาล ว่า ในปัจจุบันคู่แต่งงาน 100 คู่ จะมีปัญหามีลูกยากประมาณ 15-20%
“หมอบอกคนไข้เสมอ ว่า องค์ประกอบของการมีลูกต้องมี 3 ปัจจัยที่ดี คือ อสุจิต้องดี ไข่ต้องดี และมดลูกต้องดี แต่ค่าเฉลี่ยของคู่รักสมัยนี้นิยมแต่งงานกันช้า เพราะฉะนั้นคนยุคใหม่จึงเสี่ยงต่อการมีลูกยากขึ้น เมื่อรวมกับไลฟ์สไตล์ที่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ จึงทำให้ปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้น”
เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ยิ่งทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์ลดลงด้วย โดยศูนย์ ซูพีเรีย เออาร์ที ให้ข้อมูลว่า ในกรณีที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายไม่มีปัจจัยที่ทำให้มีลูกยากจะมีโอกาสตั้งครรภ์ 20% ในแต่ละเดือน แต่ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงแค่เพียงอย่างเดียว ทำให้โอกาสที่จะตั้งครรภ์ลดลงเหลือแค่ 5% หรือเท่ากับว่าต้องใช้เวลาถึง 2 ปีจึงจะเห็นผล และถ้ามีปัจจัยเสี่ยงร่วมกันถึง 2 อย่าง โอกาสจะเหลือแค่ 1% เท่านั้น หรือเท่ากับว่าต้องพยายามกันนานถึง 7 ปี
มีลูกยาก แต่อยากมี
ถ้ารู้แน่แล้วว่า “มีลูกยาก” ก็มีทางให้เลือก 2 ทาง คือ ทำใจแล้วคิดเสียว่า “ไม่มีก็ไม่เป็นไร ถ้าเขาอยากมาถึงเวลาเขาก็มาเอง” แต่ถ้าทำใจไม่ได้และตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเป็น “แม่” ให้ได้ ก็เหลือทางเลือกที่สอง คือ ทำเงินแล้วไปหาหมอ เพราะบอกแล้วว่า “ถ้ามีลูกยาก อย่ายากจน”
สำหรับคนมีลูกยาก มีค่าใช้จ่ายเริ่มตั้งแต่เริ่มก้าวเข้าไป “ปรึกษาหมอ” ซึ่งถ้าเดินเข้าไปพบคุณหมอเอกชน ทั้งโรงพยาบาลและศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าโรงพยาบาลของรัฐแน่นอน และโดยมากมักจะถูกกว่ากันถึง 50% เพราะฉะนั้นจะขอยกตัวอย่างค่าใช้จ่ายของเอกชน เพื่อให้ได้เตรียมตัวเตรียมใจกันก่อน
เมื่อไปพบคุณหมอจะเริ่มจากซักถามประวัติทั้งที่เกี่ยวกับสุขภาพ ประวัติครอบครัว และ “ความสม่ำเสมอ” ในการปฏิบัติการรัก หลังจากนั้นจะตรวจร่างกายเพื่อตรวจหาความผิดปกติของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย และอาจจะตรวจเพิ่ม
เพื่อหาสาเหตุ
ผู้ชายก็โชคดีหน่อย เพราะอาจจะแค่ตรวจวิเคราะห์ “คุณภาพอสุจิ” ซึ่งค่าใช้จ่ายมีตั้งแต่ 500-1,000 บาท แต่ผู้หญิงยุ่งยากหน่อย เพราะมีรายการที่ต้องตรวจหลายรายการ ตั้งแต่การตรวจวัดระดับฮอร์โมนในเลือด ซึ่งรวมๆ แล้วอาจจะอยู่ระหว่าง 2,5005,000 บาท และถ้าต้องเอกซเรย์ดูมดลูก โพรงมดลูก ก็บวกเข้าไปอีกประมาณ 1,000 บาท
แต่ถ้าต้อง “ส่องกล้อง” ดูความผิดปกติภายในโพรงมดลูก อุ้งเชิงกราน ก็ต้องเตรียมเงินไว้ประมาณ 1.52 หมื่นบาท
ถ้าไม่มีปัญหาหนักหนาอะไร คุณหมออาจจะแนะนำให้ลองใช้ “กลไกตามธรรมชาติ” ไปก่อน เช่น นับระยะวันไข่ตก ตรวจหาฮอร์โมน ซึ่งสมัยนี้มีเครื่องมือทันสมัยหลากหลายชนิด หลากหลายราคาให้เลือกใช้
แต่ถ้าต้องใช้ “เทคโนโลยี” มาช่วย ซึ่งหลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า “ทำกิฟต์” แต่ปัจจุบันคุณหมอไม่นิยมใช้วิธีพวกนี้แล้ว เพราะมีวิธีการอื่นที่ได้ผลพอๆ กัน โดยไม่ต้องผ่าตัด เช่น “เด็กหลอดแก้ว”
ทั่วๆ ไปมี 3 วิธีที่นิยมใช้กัน ซึ่งคุณหมอจะตัดสินใจเองว่าควรจะใช้วิธีการไหน แต่ผู้มีประสบการณ์หลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกัน ว่า คุณหมอมักจะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป
1. การฉีดเชื้ออสุจิ (IUI)
เป็นการฉีดเชื้ออสุจิที่แข็งแรงเข้าไปในโพรงมดลูก ซึ่งคุณหมอมักจะใช้วิธีนี้กับคนที่มีความผิดปกติที่ปากมดลูก มีภูมิต้านทานต่อตัวอสุจิ มีเชื้ออสุจิน้อยกว่าปกติเล็กน้อย หรือยังหาสาเหตุของการมีลูกยากไม่ได้ คุณหมอจะเลือกใช้วิธีนี้ในการรักษาเบื้องต้น
นอกจากนี้ วิธีนี้ยังเป็นวิธีที่ค่อนข้างง่ายและค่าใช้จ่ายไม่สูง แต่เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ คุณหมอจะกระตุ้นไข่ให้สุกหลายๆ ใบ และสุกให้เต็มที่ ซึ่งวิธีการกระตุ้นไข่จะทำให้มีค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน โดยถ้าใช้เฉพาะ “ยากิน” ค่าใช้จ่ายจะไม่กี่พันบาท แต่ถ้าเป็น “ยากิน+ยาฉีด” จะเกือบๆ หมื่นบาท แม้ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของรัฐ แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชนอาจจะอยู่ที่หมื่นต้นๆ ต่อรอบการรักษา
2. การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF)
เป็นการนำไข่ของฝ่ายหญิงและเชื้ออสุจิของฝ่ายชายมาปฏิสนธิกันนอกร่างกายจนแบ่งเซลล์เป็นตัวอ่อนและเลี้ยงตัวอ่อนภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมในห้องปฏิบัติการจนถึงระยะ 48 cell หรือเป็น blastocyst ใช้ระยะเวลา 5 วัน แล้วจึงใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งเหมาะกับคนที่มีปัญหาไม่รุนแรงนัก เช่น ท่อนำไข่ตีบหรือตันทั้งสองข้าง หรือมีพังผืดในอุ้งเชิงกรานมาก และรักษาด้วยการผ่าตัดแล้วไม่ได้ผล
ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายในวิธีนี้ไม่มีต่ำกว่า 1 แสนบาท ซึ่งในบางแห่งอาจจะเกือบถึง 2 แสนบาท และบางกรณีอาจจะสูงถึง 3.5 แสนบาท
อย่างไรก็ตาม การชำระค่าใช้จ่ายจะแบ่งออกเป็นงวดๆ ตามขั้นตอนการรักษา โดยจะมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ๆ อยู่เป็นช่วงๆ เช่น ช่วงแรกที่ฉีดยากระตุ้นไข่ ค่าใช้จ่ายอาจจะ 3-5 หมื่นบาท ช่วงเก็บไข่และเลี้ยงตัวอ่อนก็อาจจะอีก 3-4 หมื่นบาท ซึ่งต้องสอบถามทางโรงพยาบาลให้ชัดเจนก่อน ว่า ในขั้นตอนการรักษามีอะไรบ้างและแต่ละขั้นตอนมีค่าใช้จ่ายเท่าไร
นอกจากนี้ คุณหมออาจจะใช้วิธีการนี้ร่วมกับการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน (PGD) แต่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งอาจจะมีตั้งแต่ 5.57 หมื่นบาท
3. การทำอิ๊กซี่ (ICSI)
เป็นการนำสเปิร์มที่ดีที่สุดหนึ่งตัวใส่เข้าไปในเนื้อไข่โดยตรง ทำให้ได้ผลมากขึ้นและช่วยลดปัญหาการปฏิสนธิแบบผิดปกติ ซึ่งคุณหมอมักจะใช้วิธีการนี้ในกรณีที่เชื้ออสุจิผิดปกติอย่างมาก ไม่มีการตกไข่ หรือ ไข่และอสุจิไม่สามารถปฏิสนธิกันเองได้
วิธีการนี้จะมีค่าใช้จ่ายเบื้องต้นเหมือนกับการ IVF ทุกอย่าง เพียงแต่จะมีค่าใช้จ่ายขึ้นประมาณ 1-1.5 หมื่นบาท เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายโดยรวมจะไม่ต่างกันมาก เท่ากับว่าไม่มีทางต่ำกว่า 1 แสนบาทเช่นกัน
และแม้ว่าจะใช้วิทยาการทางการแพทย์มาช่วยก็ไม่มีคุณหมอคนไหนกล้ารับประกัน 100% ว่า จะประสบความสำเร็จจากการใช้ความพยายามเพียงครั้งเดียว เพราะโอกาสการตั้งครรภ์จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่โดยเฉลี่ยแล้วจะมีโอกาสประมาณ 25-40%
โรงพยาบาลเจตนิน ให้ข้อมูลว่า การใช้วิทยาการทางการแพทย์มาช่วยให้กำเนิดบุตรก็มีสถิติความสำเร็จพอๆ กับการใช้วิธีการตามธรรมชาติ หรืออาจจะสูงกว่าวิธีธรรมชาติเล็กน้อย และโอกาสความสำเร็จจะสูงขึ้นตาม “จำนวนรอบของการรักษา” ซึ่งหากพยายามไปได้ 4 รอบการรักษา โอกาสจะตั้งครรภ์ก็สูงถึง 60% แต่ถ้าผู้หญิงอายุเกิน 40 ปี โอกาสที่จะสำเร็จจะลดลงอย่างมาก
เพราะฉะนั้นนอกจากจะต้อง “เตรียมเงิน” แล้ว คุณหมอจึงแนะนำให้ “เตรียมใจ” ยอมรับความผิดหวังเอาไว้ด้วย







