posttoday
-จับตาผลประโยชน์สต๊อกข้าว ขุมทรัพย์แสนล้าน

-จับตาผลประโยชน์สต๊อกข้าว ขุมทรัพย์แสนล้าน

09 สิงหาคม 2555

สต๊อกข้าวสารเฉียด 89 ล้านตัน ที่รัฐบาลต้องใช้เงินอุดหนุนในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทั้งนาปีและนาปรังร่วม 2.6 แสนล้านบาท กำลังถูกตั้งคำถามว่านโยบายรับจำนำข้าวที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่าเกษตรกรจะเป็นผู้ได้ผลประโยชน์จากการนำข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำในราคาสูงกว่าราคาข้าวตลาดไว้มาก

สต๊อกข้าวสารเฉียด 89 ล้านตัน ที่รัฐบาลต้องใช้เงินอุดหนุนในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทั้งนาปีและนาปรังร่วม 2.6 แสนล้านบาท กำลังถูกตั้งคำถามว่านโยบายรับจำนำข้าวที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่าเกษตรกรจะเป็นผู้ได้ผลประโยชน์จากการนำข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำในราคาสูงกว่าราคาข้าวตลาดไว้มาก

แลกกับเม็ดเงินของประเทศชาติจะต้องเสียไปกับขบวนการทุจริตหลายรูปแบบในโครงการรับจำนำข้าวที่ไม่สามารถปิดช่องโหว่ได้หมด กับการระบายสต๊อกข้าวขาดทุนจากราคารับจำนำเมื่อเทียบกับราคาตลาดแล้ว ยังคงเป็นประเด็นคาใจในสังคมไทย ว่าประเทศชาติจะได้ประโยชน์อะไรจากโครงการรับจำนำข้าว และใครเป็นผู้ได้ผลประโยชน์ในครั้งนี้บ้าง

เมื่อเปรียบเทียบราคาข้าวเปลือกในตลาดช่วงก่อนดำเนินโครงการรับจำนำข้าวกับช่วงที่ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่รัฐบาลใช้กล่าวอ้างว่านโยบายรับจำนำทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากราคารับจำนำข้าวที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาตลาด พบว่าราคาข้าวไทยสูงขึ้นจริง โดยราคาข้าวหอมมะลิก่อนการใช้นโยบายจำนำอยู่ที่ตันละ 1,010 เหรียญสหรัฐ ขณะนี้ 1,084 เหรียญสหรัฐ ข้าวขาว 100% ชั้น 2 ก่อนรับจำนำตันละ 543 เหรียญสหรัฐ ขณะนี้ 600 เหรียญสหรัฐ ข้าวขาว 5% ก่อนรับจำนำ 527 เหรียญสหรัฐ ขณะนี้ 585 เหรียญสหรัฐ ข้าวนึ่ง ก่อนรับจำนำตันละ 546 เหรียญสหรัฐ ขณะนี้ 602 เหรียญสหรัฐ เฉลี่ยราคาสูงขึ้นตันละ 50-100 เหรียญสหรัฐ

ขณะที่ข้าวเปลือกหอมมะลิก่อนรับจำนำตันละ 1.261.5 หมื่นบาท ขณะนี้ 1.471.6 หมื่นบาท ข้าวเปลือกเจ้า 5% ก่อนรับจำนำ 8,800-9,700 บาท ขณะนี้ 9,900-1.1 หมื่นบาท เฉลี่ยแล้วปรับขึ้นตันละ 1,000-2,000 บาท ซึ่งไม่ปฏิเสธว่าโครงการรับจำนำข้าวสามารถดึงราคาข้าวในตลาดขึ้นได้จริง และเกษตรกรส่วนใหญ่ก็พอใจในราคาขายข้าวที่เพิ่มขึ้น แม้จะไม่ได้เท่ากับราคารับจำนำตามที่กำหนด เพราะมีเรื่องของความชื้นทำให้เกษตรกรถูกหักเงิน ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนราคาที่ตั้งไว้

แต่การใช้นโยบายประชานิยม โดยกำหนดราคารับจำนำข้าวนำตลาดแบบสุดโต่ง โดยไม่คำนึงถึงตลาดข้าวรับราคาดังกล่าวได้หรือไม่นั้น กำลังกลายเป็นผลเสียทำให้เกษตรกรเร่งเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวแบบไม่มีลิมิต เพื่อนำข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำในราคาสูง นั่นหมายความว่ารัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากมารับจำนำข้าวเพิ่มขึ้นทุกปีตามนโยบายรับจำนำข้าวทุกเม็ด โดยไม่สามารถปรับลดราคาจำนำให้ต่ำลงกว่าเดิม หรือจำกัดปริมาณข้าวของเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ เพราะนั่นจะหมายถึงโครงการรับจำนำข้าวของพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้จะล้มเหลว

รวมทั้งการเปิดช่องทุจริตมากมายในขบวนการของการรับจำนำข้าวและระบายสต๊อกข้าวรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถตรวจสอบการทุจริตได้หมด และที่สำคัญยังเป็นช่องทางของนักการเมืองบางกลุ่มร่วมมือกับโรงสีและผู้ส่งออกบางรายหากินบนข้าวกองใหญ่นี้

กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของวงการค้าข้าวที่ระบุว่า มีการหากินตั้งแต่ระดับเกษตรกรร่วมมือกับโรงสี กลุ่มนักการเมืองร่วมมือกับโรงสี กลุ่มนักการเมืองร่วมมือกับผู้ส่งออกและโรงสี โดยเฉพาะโรงสีที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำที่มีกระแสข่าวว่าเป็นเครื่องมือหากินของรัฐบาล ซึ่งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ เหนือตอนล่าง อีสาน และกลาง โดยโรงสีดังกล่าวมี 3 แห่ง ขึ้นต้นด้วยอักษร จ อักษร ช และอักษร ส มีการนำข้าวในสต๊อกรัฐบาลออกไปขายทำกำไรก่อน และประมูลซื้อคืนจากสต๊อกรัฐบาลในราคาถูกมาเวียนเทียนใส่แทน โดยเฉพาะปลายข้าวหอมมะลิที่มีการนำออกไปขายในตลาดก่อน สอดคล้องกับการเปิดประมูลขายปลายข้าวหอมให้กับเอกชนขององค์การคลังสินค้า (อคส.) เมื่อกลางปีที่ผ่านมา

นอกจากการนำข้าวสต๊อกรัฐบาลไปเวียนเทียนขายก่อน ยังมีการลักลอบนำข้าวประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิเข้าโครงการรับจำนำข้าว เพื่อฟันกำไรส่วนต่างจากราคารับจำนำข้าวที่สูงลิ่ว เห็นได้จากปริมาณข้าวเปลือกที่เข้าโครงการรับจำนำนาปรัง 9.9 ล้านตัน จากผลผลิต 11-12 ล้านตัน ซึ่งสูงผิดปกติ เพราะเกษตรกรจะต้องเก็บเมล็ดข้าวเพื่อทำพันธุ์ข้าว ดังนั้นในช่วงระยะเวลา 1 เดือนหลังจากนี้ก่อนปิดโครงการรับจำนำ ต้องจับตาดูว่าปริมาณข้าวจะทะลักเข้าโครงการมากเกินกว่าผลผลิตที่คาดการณ์ไว้มากหรือไม่ นั่นหมายถึงรัฐบาลต้องใช้เงินอีกหลายหมื่นล้านบาทเพื่อซื้อข้าวประเทศเพื่อนบ้านมาเข้าโครงการรับจำนำ

สุดท้ายคือ กลุ่มส่งออก กำลังเป็นที่จับตาถึงบริษัทส่งออกข้าวรายหนึ่งที่มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยจนเปลี่ยนมาเป็นพรรคเพื่อไทย ซึ่งบริษัทดังกล่าวขึ้นต้นด้วยอักษร ส ที่วงการค้าข้าวรู้วงในว่าเป็นบริษัทร่างทรงของบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง เคยชนะการประมูลข้าว 1.7 ล้านตัน สมัย วัฒนา เมืองสุข เป็น รมว.พาณิชย์ กำลังกลายเป็นเจ้ามือใหญ่ของนักการเมืองในรัฐบาลแจกสต๊อกข้าวเพื่อขายในตลาด ต่อให้ผ่านวิธีทั้งเป็นนายหน้าติดต่อซื้อข้าวสต๊อกรัฐบาลให้และการรับเป็นปรับปรุงข้าวให้รัฐบาลผ่านการขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยบริษัทรายนี้มีชื่อเป็นผู้ปรับปรุงข้าวให้รัฐบาลเกือบทั้งหมด และมีการแจกจ่ายข้าวที่ได้รับปรับปรุงไปให้กับกลุ่มโรงสีในเครือที่เป็นเครื่องมือของรัฐบาล

ใบเสร็จข้าวจีทูจีที่กรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้ซื้อข้าวสต๊อกรัฐบาลจาก อคส. จึงเป็นเพียงช่องทางที่ทำให้การแจกจ่ายผลประโยชน์ระหว่างนักการเมืองผ่านบริษัทผู้ส่งออกข้าวและโรงสีที่เป็นเครื่องมือไม่ถูกจับจ้องบนการหากินสต๊อกข้าวของรัฐบาลมากนัก ทั้งที่การขายข้าวจีทูจีมีการขายข้าวในราคาต่ำกว่าข้าวในตลาด เพื่อนำส่วนต่างแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างกัน แต่สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ยืนยันมาตลอด คือการปกปิดข้อมูลซื้อขายข้าวหลังขายเสร็จสิ้น โดยอ้างว่าเป็นความลับระหว่างประเทศมากกว่าจะเปิดเผยให้กับสาธารณชนรับรู้ความจริง

จึงน่าจับตามองในช่วงครึ่งปีหลัง ที่รัฐบาลจะขายข้าวผ่านจีทูจีตั้งเป้าไว้ 3 ล้านตัน ว่ากลุ่มเดิมที่มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองระดับชาติจะเป็นผู้ได้ประโยชน์หรือไม่ รวมถึงการเปิดระบายสต๊อกข้าวผ่านวิธีประมูลแบบจำกัดจำนวน ที่รัฐบาลกำลังเร่ขายข้าวล็อตใหญ่เพื่อนำเงินมาโปะหนี้และใช้รับจำนำข้าวนาปีรอบต่อไป กำลังกลายเป็นขุมทรัพย์แสนล้านที่นักการเมืองกลุ่มส่งออกรายใหญ่และโรงสีในเครือนักการเมืองเตรียมเจรจาแลกผลประโยชน์จากการขายข้าวขาดทุน หรือรับเงินเข้ากระเป๋าแบบวินวินกันทุกฝ่าย เว้นแต่ประเทศชาติที่ต้องเสียเงินกับการอุดหนุนเพื่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน