
สัมผัสเล็กๆกับ นิสสัน มาร์ช
นิสสัน มาร์ช รุ่น VL CVT สีเขียว สังขยา ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดของมาร์ช จอดรอที่สนามทดสอบในโรงงานนิสสัน ถนนบางนาตราด บริเวณ กม.21 หลังจากพิธีเปิดตัวเสร็จสิ้นเรียบร้อย
เพียงเห็นแวบแรก ก็รู้สึกแล้วว่ารถคันนี้น่ารักเหมือนกันแฮะ
แม้ว่าระยะทางที่ทีมงานนิสสันจัดไว้จะมีแค่ระยะสั้นๆ แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่ได้
“ลอง” ครับ ก่อนที่จะมีการทดลองขับกันอย่างจริงจังที่ จ.ภูเก็ต ในช่วงปลายเดือน เม.ย. นี้เพราะด้วยรูปร่างหน้าตาน่ารัก กะทัดรัด เครื่องยนต์ขนาดพอดีๆ ที่มีราคาเริ่มต้นที่ 3.75 แสนบาท ไล่ไปจนถึง 5.37 แสนบาท ย่อมไปกระตุ้นต่อม
“ความอยาก” ของใครหลายต่อหลายคนได้ไม่น้อยทีเดียวมีคนถามผมเยอะเหลือเกินว่า นิสสัน มาร์ช คันนี้ดีหรือเปล่า น่าใช้หรือไม่ ก็ต้องบอกตอนนี้เลยครับ ว่ายังบอกไม่ได้ว่าดีหรือเปล่า คุ้มค่ากับราคาหรือไม่ เพราะผมได้สัมผัสกับนิสสัน มาร์ช คันนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยังไม่สามารถบอกได้เต็มปากว่าดีหรือเปล่า
แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ รถยนต์จากแดนเสือเหลืองอย่างโปรตอน รุ่น SAVY นั้น จุกอย่างแน่นอน เพราะมีราคาค่าตัวที่เหนือกว่ามาร์ช ในขณะที่ออปชันนั้นต่ำกว่า
รวมไปถึงรถยนต์จากจีนอย่างเฌอรี่ ที่เปิดตัวไปตั้งนานแล้ว แต่ยังเงื้อง่าไม่เลิก ก็น่าจะต้องเก็บของกลับบ้านไปกับราคาค่าตัวที่ 4 แสนบาท
เข้าเรื่องดีกว่าครับ นิสสัน มาร์ช นั้น รูปร่างหน้าตาไม่ได้โฉบเฉี่ยวแบบสาวเปรี้ยว แต่น่ารักแบบสาวบ้านๆ มากกว่า ใครชอบรถยนต์หน้าตาน่ารัก แต่ไม่โฉบเฉี่ยวมากนัก ก็ไม่น่ามีปัญหา
ส่วนโครงสร้างตัวถังนั้น มาร์ชเป็นรถยนต์รุ่นแรกของนิสสันที่ใช้แนวคิดการออกแบบโครงสร้างแบบ VSHAPE ที่สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ โดยเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาตัวถังให้มีน้ำหนักลดลง แต่แข็งแรง ทนทาน โดยนิสสันบอกว่า ภายใต้โครงสร้างแบบนี้ มีแผนจะพัฒนารถยนต์ออกมาอีก 2 รุ่น คือ รุ่นซีดาน หรือเก๋ง 4 ประตู กับรถยนต์อเนกประสงค์ หรือเอสยูวี เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่ยังไม่บอกว่าเมื่อไหร่
ตอนนี้ใช้แค่นี้ไปก่อน!!
ด้านเครื่องยนต์ นิสสัน มาร์ช ใช้รหัส HR12DE 3 สูบ แถวเรียง DOHC ขนาด 1,198 ซีซี 79 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 106 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของวงการรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยี 3 สูบ
ที่สำคัญ ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติที่ต้องรออีก 3 เดือนกว่าจะได้นั้น เป็นเกียร์ XTRONIC CVT แถมด้วยระบบ Idling Stop ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น โดยเครื่องยนต์จะหยุดทำงานเมื่อมีการจอดสนิท แต่เครื่องเสียง ระบบไฟ พัดลม ยังทำงานเป็นปกติ และเครื่องยนต์จะติดอัตโนมัติเมื่อเหยียบคันเร่ง แต่ระบบนี้จะทำงานเมื่อมีการปิดสวิตช์ A/C เท่านั้น
นั่นหมายความว่า ถ้าเปิดแอร์ระบบนี้ก็ไม่ทำงาน แม้จะจอดหยุดนิ่งนานกี่นาที เครื่องยนต์ก็ยังติดอยู่ ซึ่งสาเหตุที่นิสสันต้องติดตั้งระบบ Idling Stop ผมเชื่อว่าต้องการให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไม่เกิน 120 กรัม/กิโลเมตร เทียบเท่าระดับมาตรฐาน EURO 4 ตามข้อกำหนดของรถยนต์อีโคคาร์นั่นเอง ไม่ได้มีประโยชน์ในการใช้งานจริงสำหรับตลาดเมืองไทยแต่อย่างใด
ก่อนขึ้นรถไม่ต้องกดรีโมตเปิดล็อก หรือไขกุญแจให้เมื่อย เพราะมาร์ชใช้ระบบอินเทลลิเจนต์ คีย์ เหมือนกับนิสสัน ทีด้า แถมมีปุ่มเพาเวอร์สตาร์ตให้อีก
ก้าวเข้าไปภายในของนิสสัน มาร์ช ถือว่าไม่ขี้เหร่ครับ พอไปวัดไปวา ไปโบสถ์ได้อย่างสบายๆ อุปกรณ์ภายในก็ดูมีคุณภาพใช้ได้ ดีกว่ารถยนต์จากมาเลเซียหรือจีนแน่นอน
คอนโซลหน้าถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่แบบ Twin Bubbles ที่โค้งมน ดูสบายตาดีครับ ส่วนคอนโซลกลางนั้น แผงเครื่องเสียงเป็นสีเงิน ดูทันสมัยดีเหมือนกัน มีทั้งเครื่องเล่นซีดี เอ็มพี 3 และช่อง AUX in สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง อื้อหือ...ให้มาเพียบใช้ได้เลย
ด้านล่างของแผงควบคุมเครื่องเสียง คือ ระบบปรับอากาศ ที่ใช้ระบบปรับอุณหภูมิอัตโนมัติครับ ซึ่งระบบนี้ทั้งโตโยต้า วีออส และแจ๊ซ ยังไม่มีเลย แถมระบบปรับอุณหภูมิอัตโนมัตินี้ยังมีจอแสดงผลระบบดิจิตอลอีกด้วย ทันสมัยซะ
เห็นเล็กๆ อย่างนี้ มีช่องใส่ของไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บของที่คอนโซลหน้า ช่องเก็บซีดีบริเวณระหว่างเบาะผู้โดยสารตอนหน้าและคนขับ ช่องเก็บของข้างประตู พร้อมช่องวางขวดน้ำ เลยบริเวณเกียร์ขึ้นไปมีช่องวางแก้วน้ำ 2 ช่อง สำหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า แต่ผู้โดยสารตอนหลังไม่ต้องน้อยใจ มีที่วางแก้วน้ำด้านหลังด้วย
ด้วยช่องวางของมากขนาดนี้ ก็ทำให้มาสด้า 2 ต้องอายม้วนต้วนไปเหมือนกัน
ยังไม่พอแค่นี้ เพราะนิสสัน มาร์ช ยังใส่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกพิเศษมาให้เพียบ อย่างมาตรวัดอัจฉริยะแบบมัลติดิสก์เพลย์ (เฉพาะรุ่น 1.2 EL และ 1.2 VL) ซึ่งเจ้ามาตรวัดนี้จะประกอบด้วย Trip Computer ที่จะแสดงผลอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะขับขี่ Welcome & Anniversary ที่มีฟังก์ชันตั้งเตือนวันพิเศษของคุณ Alert/Warning หน้าจอเตือนสถานะต่างๆ เพื่อความปลอดภัยในขณะขับขี่ Maintenance หน้าจอแสดงผลเตือนระยะเวลาในการตรวจเช็กและเปลี่ยนอะไหล่ ITS หน้าจอแสดงผลแจ้งเตือนระยะทางที่วิ่งได้จากน้ำมันที่เหลืออยู่
ดูด้านหน้าพอใจแล้ว ผมกระโดดไปนั่งในส่วนผู้โดยสารด้านหลังก่อนครับ เพราะอยากรู้ว่านิสสัน มาร์ช นั้นจะนั่งได้จริงหรือเปล่า
ปรากฏว่าสบายครับ ในส่วนของพื้นที่ห้องโดยสารตอนหลังนั้น ต้องบอกว่าโปร่งใช้ได้เลย ไม่ต้องกลัวว่าหัวจะติดหลังคาห้องโดยสารให้รำคาญ เข่าก็ไม่ติดกับเบาะนั่งด้านหน้า ถือว่าใช้ได้เลยครับ ที่แน่ๆ กว้างกว่ามาสด้า 2 ฟันธง!!
แต่เบาะนั่งค่อนข้างแข็งไปนิด ลองจับๆ ดูทั้งเบาะหน้าและเบาะหลัง ตัวฟองน้ำด้านในบางไปหน่อยครับ แต่ก็ต้องยอมรับจะให้หนานุ่มเหมือนนั่งบนโซฟาที่บ้านคงไม่ได้
หนึ่งรอบผ่านไปกับการนั่งที่เบาะหลัง ซึ่งถือว่าพอไหวครับ แต่หากนั่งนานๆ ก็อาจเมื่อยขบได้เหมือนกัน
พอกระโดดกลับมาที่นั่งคนขับ กดคันเร่งทันทีครับ การออกตัวถือว่าใช้ได้ทีเดียว มาตรวัดความเร็วขยับเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เสียงเครื่องยนต์ไม่ได้ดังจนเกินไป เมื่อเทียบกับกำลังเท้าที่กดคันเร่ง
อัตราเร่งดีใช้ได้ครับ แถมไหลลื่นอีกต่างหาก มีสะดุดนิดๆ ตามสไตล์เกียร์ CVT แต่ไม่น่ารำคาญอะไร ผ่านครับผ่าน
วงเลี้ยวแคบเพียง 4.7 เมตร กลับรถในช่วงแคบๆ ดีมาก อย่างนี้ใช้งานในเมืองแบบคล่องตัวแน่นอน แอร์เย็นเฉียบ สบายๆ
พวงมาลัยกระชับมือดี แต่เบาไปนิด โยกง่ายเหลือเกิน ซึ่งน่าจะเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ ทั้งหลาย เพราะทำให้เข้าจอดหรือเลี้ยวโดยไม่ต้องใช้กำลังแขนมากนัก
ส่วนเรื่องการทรงตัว ลองเล่นกับกรวยยางบางจังหวะที่สะบัดออกเร็วๆ ปรากฏว่ามีอาการท้ายปัดให้เห็น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเจอกับอาการนี้กับรถเล็กจิ๋วๆ ซึ่งเบื้องต้นน่าจะมาจากคุณภาพของยางที่ใช้มากกว่าช่วงล่างครับ
ส่วนระบบ Idling Stop นั้น ปรากฏว่าไม่ทำงานครับ พอลองปิด A/C แล้วจอดหยุดนิ่ง เครื่องยนต์ไม่ดับ ซึ่งจุดนี้เดี๋ยวตอนลองขับจริงๆ ต้องลองอีกครั้งครับ
แป๊บเดียวหมดรอบแล้ว ต้องถอยเข้ามาจอดให้เพื่อนคนอื่นได้ลองขับ เสียงเซ็นเซอร์กะระยะถอยหลังดังขึ้นทันที โอยยยยย...รถเล็กขนาดนี้จะมีทำม้ายยยยย
นอกจากเรื่องสมรรถนะแล้ว สิ่งที่น่าพูดถึงนิสสัน มาร์ช อีกอย่างคือ ระบบความปลอดภัยที่ให้มาเยอะมากทีเดียว เริ่มตั้งแต่ไฟหน้าแบบฮาโลเจน แม้จะไม่สว่างเท่าซีนอน แต่ก็เหลือเฟือแล้ว ยังมีไฟเบรกดวงที่สาม ที่ปัดน้ำฝนแบบหน่วงเวลาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ระบบเบรกเอบีเอส ระบบเสริมแรงเบรก หรือ BA ที่ช่วยเสริมแรงเบรกที่ล้อให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น และช่วยลดระยะการเบรกให้สั้นลง 1015% ยังมีระบบควบคุมและกระจายแรงเบรกด้วยระบบอิเล็ก ทรอนิกส์ หรือ EBD ที่จะช่วยให้การเบรกมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระยะเบรกลดลง และเกิดสมดุลของรถขณะเบรกกะทันหัน
ถุงลมนิรภัยคู่หน้า หรือแอร์แบ็ก และโครงสร้าง Zone Body Concept ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะนิสสันกับโครงสร้างดีไซน์พิเศษให้รองรับและลดแรงกระแทกจากการชน เพื่อป้องกันผู้โดยสารภายใน
เอาเป็นว่า ที่ได้สัมผัสนิสสัน มาร์ช รถอีโคคาร์คันแรกของไทย ผมยอมรับได้ครับ และยิ่งดูเงินดาวน์กับค่าผ่อนแล้ว น่าทุบกระปุกจริงๆ
(ดูตารางเงินผ่อนได้ที่ www.posttoday.com เซ็กชัน ลองขับ)
และถ้าใครไม่ชอบรุ่นปกติ อยากแต่งให้ดุๆ ก็ยังมีชุดอุปกรณ์ SPORTS PACKAGE เพื่อสร้างอารมณ์สปอร์ตเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นสเกิร์ตหน้า สเกิร์ตข้าง สเกิร์ตหลัง ปลอกปลายท่อไอเสีย แป้นวางเท้าแบบสปอร์ต ไฟเลี้ยวกระจกมองข้าง ชุดคิ้วบันไดสเตนเลสเรืองแสง ชุดคิ้วกันสาดประตู วิ้ววววว
ออปชันที่ใส่มาให้ขนาดนี้ ผมไม่แปลกใจที่ทำไม โตชิยูกิ ชิกะ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ญี่ปุ่น) ถึงกล้าประกาศว่า
จะขายนิสสัน มาร์ช 2 หมื่นคัน ในปีแรก!!







