
ส่งออกครึ่งปีดิ่งเหว
สถานการณ์ธุรกิจการตลาดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาคส่งออกยังมีอาการน่าเป็นห่วง
สถานการณ์ธุรกิจการตลาดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาคส่งออกยังมีอาการน่าเป็นห่วง
และต้องจับตามองต่อไปว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยในช่วงครึ่งปีหลังหรือไม่ โดย ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงสรุปภาพรวมการส่งออกสินค้าไทยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา (ม.ค.–มิ.ย. 2555) ลดลง 1.66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือมีมูลค่า 1.12 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่ามากถึง 1.22 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.28% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 6 เดือน 1.03 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเทียบในรูปเงินบาทขาดดุลถึง 3.1 แสนล้านบาท
หากวิเคราะห์เป็นรายเดือนแล้ว จะพบว่าการส่งออกไทยมีมูลค่าลดลงเช่นกัน โดยตัวเลขล่าสุดเดือน มิ.ย. มูลค่า 1.97 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงมากถึง 4.2% เทียบกับเดือน มิ.ย. 2554 ส่วนนำเข้ามีมูลค่า 2.03 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.6% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าเดือน มิ.ย. 546.3 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การส่งออกเดือน มิ.ย.ลดลง มาจากการลุกลามของวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป ทำให้ตลาดสำคัญของไทย เช่น ญี่ปุ่น เอเชียใต้ เกาหลีใต้ ไต้หวัน รัสเซีย และซีไอเอส รวมถึงจีน การส่งออกชะลอตัวลงและราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการลดลง ทั้งยางพารา มันสำปะหลัง ส่วนผลกระทบจากน้ำท่วมไม่มีปัญหาแล้ว
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังเชื่อมั่นว่าภาพรวมส่งออกทั้งปีจะเติบโตได้ 15% ตามเป้าหมาย ถ้ายังรักษาระดับมูลค่าการส่งออกแต่ละเดือนไม่ให้ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ อยู่ได้ เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจของยุโรปที่ชะลอตัวลงจะปรับตัวดีขึ้น และจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของไทยจะกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง
ทางด้านการขาดดุลการค้าสูงสุดนั้น เพราะมีการนำเข้าสินค้าทุนเข้ามาในประเทศเพื่อการผลิตสินค้า และน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงขึ้น ไม่ใช่เรื่องน่าห่วง
เงินเฟ้อ ก.ค.เอาอยู่
ขณะที่เรื่องข้าวของแพงยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง โดยล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้รายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเดือน ก.ค. 2555 เท่ากับ 115.82 สูงขึ้น 2.73% เทียบกับเดือน ก.ค.ปีก่อน และสูงขึ้น 0.35% เทียบกับเดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน ส่งผลให้เงินเฟ้อเฉลี่ย 7 เดือน (ม.ค.ก.ค.) สูงขึ้นแล้ว 2.92% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
ปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น 2.73% มาจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 5.42% สินค้าราคาแพงขึ้น เช่น ข้าวแป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง 2.27% ผักและผลไม้ 21.45% เครื่องประกอบอาหาร 4.78% อาหารบริโภคในบ้าน 5.78% อาหารบริโภคนอกบ้าน 3.42% ส่วนดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 1.03% สินค้าที่ราคาเพิ่มขึ้น คือ ค่าเช่าบ้าน หอพัก 2.56%
อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกเป็นรายการสินค้า พบว่า สินค้าที่ราคาเพิ่มขึ้นเทียบกับเดือน ก.ค.ปีก่อน ได้แก่ ข้าวสาร ราคาเพิ่มขึ้น 4% ผักสดเพิ่ม 2.45% ผลไม้เพิ่ม 34.30% อาหารสำเร็จรูปเพิ่ม 4.74% เช่น โจ๊กหมู ไก่ ใส่ไข่ มีราคาเพิ่มขึ้นเป็น 28.20 บาท/ชาม จาก 27 บาท/ชาม ขณะที่หมวดสินค้าอุปโภคบริโภคราคาเพิ่มขึ้น 1.42%
ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อยังปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แต่ยรรยง ยืนยันว่า ภาพรวมอัตราเงินเฟ้อทั้งปีจะยังเป็นไปตามเป้าหมาย 3.33.8% โดยแนวโน้มค่อนไปทางต่ำ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อไตรมาส 3 คาดว่าจะขยายตัว 3.3% ส่วนไตรมาส 4 ไม่เกิน 3.1% เนื่องจากปัจจัยลบที่มีผลกดดันอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ผันผวนมากนัก
รัฐบาลโต้เจ๊งจำนำข้าวไม่ถึงแสนล้าน
กระแสข่าวเรื่องการขาดทุนระดับแสนล้านบาทในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่สื่อนอกนำเสนอมาได้ระยะหนึ่ง ล่าสุด บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ออกมาโต้ข่าวว่า ตัวเลขที่สื่อต่างชาติบอกรัฐบาลใช้เงินถึง 6 แสนล้านบาท ในโครงการรับจำนำข้าวนั้น ถือว่าคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
ทั้งนี้ ยืนยันว่า การรับจำนำข้าวทั้งโครงการนาปีฤดูกาล 2554/2555 และโครงการนาปรังฤดูกาล 2555 ยังอยู่ในกรอบ 2.6 แสนล้านบาท ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ใช้ในโครงการรับจำนำ ซึ่งยังเหลือเงินอยู่อีกหลายหมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ การระบายข้าวที่รัฐบาลรับจำนำมา จะทำให้โครงการรับจำนำข้าวขาดทุนไม่เกิน 6 หมื่นล้านบาท หรือต่ำกว่าการใช้เงินในโครงการประกันรายได้ และจะไม่มีการทบทวนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูกาล 2555/2556 โดยรัฐบาลยืนยันที่จะจำนำข้าวทุกเมล็ด ไม่มีการจำกัดสิทธิวงเงินเกษตรกร โดยเรื่องดังกล่าวได้หารือกับกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง แล้ว
เตรียมชงระบายข้าว 8 ล้านตัน
บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการระบายข้าว มีมติให้กรมการค้าต่างประเทศไปจัดทำรอบการระบายข้าวสารสต๊อกรัฐบาลที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวนาปีฤดูกาล 2554/2555 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง 2555 มานำเสนอ เพื่อเปิดประมูลให้กับผู้สนใจเป็นการทั่วไป ทั้งใช้ในประเทศและระบายส่งออกไปตลาดต่างประเทศ กรอบระบายจะมีผลตั้งแต่บัดนี้จนถึงสิ้นปี 2555 ส่วนปริมาณที่จะระบายข้าว ระบายล็อตเล็กหรือล็อตใหญ่ ต้องรอกรมการค้าต่างประเทศจัดทำรายละเอียดมาก่อน จะระบายปริมาณเท่าไหร่ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในแต่ละครั้งควรเป็นเมื่อไหร่
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ข้าวเปลือกที่ได้จากโครงการรับจำนำทั้งนาปีและนาปรัง มีรวม 16.8 ล้านตัน คาดสีแปรสภาพเป็นข้าวสารได้ 8-8.5 ล้านตัน
นำเข้าน้ำมันปาล์มแก้ขาด
สำหรับการแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มในประเทศตึงตัว ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้นำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศจำนวน 3 หมื่นตัน ภายในเดือน ส.ค. ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เพื่อแก้ไขปัญหาสต๊อกน้ำมันปาล์มในประเทศขาดแคลน และนำมาผลิตเป็นน้ำมันปาล์มบรรจุขวดตามราคาเพดาน 42 บาท/ขวด
ดัชนีเชื่อมั่น ก.ค.ลด
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้รายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 2555 จากตัวอย่าง 2,248 คน พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ 78.1 ลดลงจากเดือนก่อนที่ระดับ 78.6 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 85 ลดลงจาก 86 สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมองว่า อนาคตเศรษฐกิจจะไม่สดใสและไม่โดดเด่น เพราะการส่งออกที่ลดลงอาจกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ในอนาคต
ไฮเนเก้นทุ่ม 4.1 พันล.เหรียญซื้อ F&N
ทางด้านความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเสนอซื้อหุ้นบริษัทยักษ์เครื่องดื่ม “เอฟแอนด์เอ็น” ในตลาดหุ้นสิงคโปร์ ระหว่างกลุ่มไฮเนเก้นกับกลุ่มไทยเบฟเวอเรจ เจ้าของเบียร์ช้าง ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศ รอยเตอร์ส รายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ว่า คณะผู้บริหารของเฟรเซอร์แอนด์ นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) ในสิงคโปร์ ได้รับข้อเสนอวงเงิน 4,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.3 แสนล้านบาท) จากไฮเนเก้น เพื่อเข้าซื้อหุ้นเอพีบีสัดส่วน 40% ที่เอฟแอนด์เอ็นถือครองอยู่แล้วกว่า 40%
ปัจจัยดังกล่าวจะทำให้ไฮเนเก้นกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 82% ในเอพีบี ซึ่งเป็นผู้ผลิตเบียร์ไทเกอร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้ออื่นๆ ในเอเชีย โดยข้อเสนอดังกล่าวอยู่ระหว่างการรอความเห็นชอบจากคณะผู้บริหารของไฮเนเก้นและเอฟแอนด์เอ็น ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง







