
วิกฤตโลกฉุดเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วง
กังวลทุบเศรษฐกิจไทยดิ่งตาม-แถมส่งออกไม่กระเตื้อง-ส่งผลแนวโน้มดัชนีไร้แววผงกหัว
กังวลทุบเศรษฐกิจไทยดิ่งตาม-แถมส่งออกไม่กระเตื้อง-ส่งผลแนวโน้มดัชนีไร้แววผงกหัว
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ค.ร่วงต่อ แถมแนวโน้มฟื้นยาก เหตุประชาชนกังวลเศรษฐกิจ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 2555 จากตัวอย่าง 2,248 คน พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ 78.1 ลดลงจากเดือนก่อนที่ระดับ 78.6
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 85 ลดลงจาก 86 ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมลดลงจาก 68.5 มาอยู่ที่ 68.2 เนื่องจากการปรับลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มกลับมาสูงขึ้น ความกังวลใจเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจในยุโรป และกังวลว่าอาจเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นอีก จากภาพน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ จึงทำให้ตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคออกมาขยายตัวแบบแผ่วเบา
“จะเห็นว่าค่าดัชนีต่างๆ ในอนาคตมีการปรับตัวลดลงถึง 1% เพราะประชาชนมองว่าอนาคตเศรษฐกิจจะไม่สดใสและไม่โดดเด่น เพราะการส่งออกที่ลดลงอาจกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ในอนาคตได้ รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรก็ไม่ดี ทำให้กำลังซื้อในประเทศนิ่งๆ ไม่คึกคัก เป็นการขยายตัวแบบเชื่องช้าแผ่วเบา” นายธนวรรธน์ กล่าว
ทั้งนี้ สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 69.3 จากระดับ 69.9 เช่นเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตที่ลดลงมาอยู่ที่ 96.8 จากระดับ 97.8
ขณะที่การสำรวจภาวการณ์การใช้จ่ายของผู้บริโภค พบว่าดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ บ้านหลังใหม่ การใช้จ่ายเพื่อท่องเที่ยวและลงทุนทำธุรกิจ (เอสเอ็มอี) ในปัจจุบันลดลงทุกรายการ และมีโอกาสที่ดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนถัดไปจะปรับลดลงได้อีก เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและในประเทศยังไม่ดี
ด้านดัชนีความสุขในการดำรงชีวิตปรับตัวขึ้นเล็กน้อยจาก 79.1 มาอยู่ที่ 80.1 เช่นเดียวกับภาวะค่าครองชีพอยู่ที่ 52 จาก 50.8 ส่วนความเห็นด้านการเมืองอยู่ที่ 70.1 แต่ในอนาคต 3 เดือนข้างหน้า ค่าดัชนีอยู่ที่ 73.7 ลดจาก 75.1 ต่ำสุดรอบ 14 เดือน นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2554 เนื่องจากกังวลการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ
นายธนวรรธน์ กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มเติบโตน้อยกว่าที่คาด รัฐบาลจึงควรเร่งอัดฉีดงบลงทุนหรืองบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการใช้จ่าย จ้างงาน สร้างเสถียรภาพและการปรองดองทางการเมือง เร่งบริหารจัดการน้ำสร้างความเชื่อมั่น ดูแลราคาสินค้า ควบคุมความรุนแรงภาคใต้ และหามาตรการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก







