
งบออนไลน์ปั้นแบรนด์พุ่ง
ธอมัสไอเดียคาดเพิ่ม8-10% อุปโภคธนาคารอสังหาฯทุ่ม
โพสต์ทูเดย์
— ธอมัสไอเดีย คาด 2–5 ปี ผู้ประกอบการไทยปันงบสร้างแบรนด์ผ่านออนไลน์เพิ่มขึ้น 8–10% ตามกระแสตลาดโลกน.ส.อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานกรรมการบริหารและที่ปรึกษาด้านดิจิตอลมาร์เก็ตติง และ น.ส.อารยา เช้ากระจ่าง กรรมการบริหารและที่ปรึกษาด้านดิจิตอลแบรนด์ดิ้ง บริษัท ธอมัสไอเดีย เปิดเผยว่า ในอีก 25 ปีข้างหน้า องค์กรและผู้ประกอบการไทยจะจัดสรรงบมาใช้ในสื่อดิจิตอลเพิ่มเป็น 810% จากปัจจุบันที่ใช้งบจัดทำเว็บไซต์อยู่ราว 2% ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่น ที่ใช้งบในสื่อดิจิตอลมากกว่า 50%
ปัจจุบันการทำการตลาดทางอินเทอร์เน็ตหรือบนโลกออนไลน์เริ่มเข้ามามีบทบาทในการทำตลาดขององค์กรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทยมากขึ้น โดยวัดจากการจัดสรรงบประมาณทางด้านการตลาดมาใช้กับสื่อออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ขององค์กร และการจัดทำแคมเปญผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น เฟซบุ๊ก หรือ ทวิตเตอร์
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในขณะนี้องค์กรและผู้ประกอบการต่างๆ ยังจัดสรรงบมาจัดทำเวบไซต์ หรือทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง เพียง 2% จากงบทั้งหมดเท่านั้น แต่ตามแนวโน้มของการทำการตลาดของผู้ประกอบการในประเทศที่เจริญทางด้านเทคโนโลยี เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่น องค์กรและผู้ประกอบการจะจัดสรรงบมาใช้ในสื่อดิจิตอลมากกว่า 50% ดังนั้นในประเทศไทยก็จะมีทิศทางไปในแนวเดียวกัน คาดว่าในอีก 2
– 5 ปีข้างหน้า การจัดสรรงบมาใช้ในสื่อดิจิตอลจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 – 10%“
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรและผู้ประกอบการต่างๆ ยังไม่จัดสรรงบมาใช้กับสื่อดิจิตอลมากนัก มีสาเหตุสำคัญจากความเข้าใจและความรู้ในการใช้สื่อดิจิตอลในการทำตลาด ประกอบกับจำนวนประชากรไทยที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันยังมีเพียง 16 ล้านคน เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศที่มีมากกว่า 65 ล้านคน” น.ส.อุไรพร กล่าวนอกจากนี้มุมมองขององค์กรและผู้ประกอบการที่ยังเห็นว่าเวบไซต์เป็นเพียงสิ่งที่คนเข้าไปดูได้เท่านั้น ไม่ได้มองเป็นสถานที่ แต่เมื่อใดที่ผู้ประกอบการต่างๆ มองว่าเวบไซต์เป็นสถานที่ ที่จะต้องจัดให้ดูดี ให้คนเข้ามาดูแล้วอยู่กันมันได้นานมากขึ้นๆ เมื่อไหร่ เวบไซต์จะกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง เพราะมีข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าเครื่องมือทางการตลาดแบบเดิม คือ สามารถโต้ตอบกับลูกค้าที่ต้องการข้อมูล และเรื่องราวที่เกี่ยวกับสินค้าได้, คนจากทั่วทุกมุมโลกสามารถเข้ามาในเวบไซต์ได้ และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ สามารถวัดผลได้ เช่น เพจวิว, การตอบแบบสอบถาม, การดาวน์โหลดโบรชัวร์, การส่งข้อความให้ติดต่อกลับ, การตั้งคำถาม เป็นต้น
” น.ส.อุไรพร กล่าวเพิ่มเติมสำหรับบริษัทที่ใช้ดิจิตอลมาร์เก็ตติงและใช้งบมากเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภค ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะบริษัทที่แบรนด์มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว ทำให้การใช้งบกับสื่อดิจิตอลจึงไม่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากนัก ใช้เพียงเพื่อสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง สร้างแคมเปญ และโฆษณาแบบเต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องซื้อสื่อทางทีวีที่ใช้เงินสูง
ส่วนผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยังไม่เคยสร้างแบรนด์มาก่อนหากต้องการทำการตลาดหรือสร้างดิจิตอล แบรนด์ดิ้ง ต้องใช้งบในการทำสื่อออนไลน์ ทำแคมเปญและสร้างการรับรู้ทั้งนอกและในโลกออนไลน์ไปพร้อมๆ กันมิเช่นนั้นแล้ว ลูกค้าในต่างประเทศจะเข้าใจผิดและเข้าในจ้างผลิตในลักษณะโออีเอ็มแทน
น.ส.อารยา กล่าวเพิ่มเติมว่า แบรนด์ในต่างประเทศที่ถือว่าเป็นแบรนด์ระดับต้น ๆ ที่ทำดิจิตอล แบรนด์ดิ้ง และทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้งจนประสบความสำเร็จ ได้แก่ อเมซอนดอทคอม, อีเบย์, กูเกิล, สตาร์บั๊ค, ไนกี้, โคคาโคล่า, โนเกีย, ไมโครซอฟท์, อินเทล เป็นต้น
ทั้งนี้ หากจะนำดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งมาใช้กับการประชาสัมพันธ์ หรือพีอาร์ 2.0 ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ผ่านเวบไซต์ ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค เพื่อสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร เป็นหนทางเข้าสู่เวบไซต์อื่นๆ ในกลุ่มบริษัท หรือสินค้าในเครือ เป็นศูนย์กลางขององค์กรในการติดต่อลูกค้า และจัดเก็บฐานข้อมูล
ทางด้าน โซเชียล มาร์เก็ตติ้ง ที่กำลังเติบโตอย่างมากในประเทศไทยในขณะนี้นั้น มีหลักการในการสร้างแพร่กระจายข่าวสารอย่างรวดเร็วผ่าน 5 T คือ 1.Talker คือการพูด หรือเขียนข้อความ 2.Topic หัวข้อที่จะเขียนเป็นเรื่องอะไรที่จะโดนใจและน่าสนใจ 3. Tools ใช้เครื่องมืออะไรในการแพร่กระจายข่าวสาร ในที่นี่หมายถึงโซเชียลเน็ตเวิร์คที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นทวิตเตอร์ หรือเฟสบุ๊ก 4.Tracking ใครจะส่งขาวสารของเราต่อ เราจะส่งข่าวสารไปถึงใคร และ 5.Talking การพูดอย่างต่อเนื่อง ผู้รับข่าวสารจะได้รู้สึกมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดและติดตามอย่างต่อเนื่อง







