
ฉากหลังการตัดสินใจที่เปลี่ยนประเทศไทย
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ร่วมฟังงานสัมมนา “Thailand at the Crossroad : อนาคตไทย เราเลือกได้” จัดโดยมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา ซึ่งมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นประธานกรรมการสถาบัน และ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็นประธานกรรมการบริหาร ซึ่งผมประทับใจในเนื้อหาและการนำเสนอของผู้บรรยาย และจุดประสงค์ของมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษาเป็นอย่างมาก
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ร่วมฟังงานสัมมนา “Thailand at the Crossroad : อนาคตไทย เราเลือกได้” จัดโดยมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา ซึ่งมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นประธานกรรมการสถาบัน และ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็นประธานกรรมการบริหาร ซึ่งผมประทับใจในเนื้อหาและการนำเสนอของผู้บรรยาย และจุดประสงค์ของมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษาเป็นอย่างมาก
ผมเชื่อว่า ผลงานของมูลนิธินี้จะช่วยให้ภาคการเมือง ภาคประชาชน ภาคธุรกิจและภาควิชาการของไทย และที่สำคัญ คือ ภาคสื่อมวลชนจะนำไปขยายความและกระตุ้นทุกภาคส่วนคิดในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อแปรเป็นพลังผลักดันและนำไปสู่การลงมือในเชิงนโยบายสาธารณะเพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลานเราในภายหน้า
อย่างไรก็ตาม ในการบรรยายส่วนหนึ่งของ ดร.เศรษฐพุฒิ ที่ระบุว่า เศรษฐกิจประเทศไทยที่ยืนอยู่ทุกวันนี้ได้เพราะการตัดสินใจสำคัญๆ อย่างน้อย 3 เรื่อง คือ 1) การเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) 2) การสร้างนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ Eastern Seaboard 3) การเปลี่ยนภูเก็ตจากแหล่งเมืองแร่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งผมเห็นด้วยกับ ดร.เศรษฐพุฒิ ทุกประเด็น แต่สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อ คือ ทำไมประเทศไทยจึงมีการตัดสินใจทั้ง 3 ครั้งได้ ซึ่งผมมีคำอธิบายดังนี้
ประการแรก การตัดสินใจ 3 ครั้งเกิดขึ้นภายในสมัยการบริหารของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นระบบการบริหารราชการแผ่นดินแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ คือ มีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยก็จริง แต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี วุฒิสมาชิก และรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ อยู่ภายใต้ข้าราชการระดับสูงทั้งสายทหารและพลเรือน
รัฐบาล พล.อ.เปรม มีทีมที่ปรึกษาและเทคโนแครตที่เก่งจำนวนมาก เมื่อทีมที่ปรึกษาเสนอประเด็นการตัดสินใจให้นายกฯ ตัดสินใจ พล.อ.เปรม ตัดสินใจปฏิบัติตามข้อเสนอ แม้ว่าผลการตัดสินใจ จะนำมาซึ่งผลข้างเคียงที่ส่งผลลบอย่างมากต่อเสถียรภาพรัฐบาล ดังจะเห็นจากการปฏิวัติหลายครั้งในสมัย พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี การออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยของนโยบายลดค่าเงินบาท โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบกสมัยนั้น คือ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ซึ่งสมัยนั้นมีอิทธิพลทางการทหารและการเมืองสูงมาก รองจาก พล.อ.เปรม เพียงคนเดียว แต่สุดท้าย พล.อ.อาทิตย์ ก็ถูกปลดจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก
ในส่วนของโครงการพัฒนา Eastern Seaboard พบว่าผู้มีอิทธิพลในแถบนั้นคือ เสี่ยจิว ขัดขวางนโยบาย Eastern Seaboard ของรัฐบาล พล.อ.เปรม อย่างเต็มที่ แต่เมื่อเสี่ยจิวถูกกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธสงครามครบมือสังหารอย่างอุกอาจกลางถนน โครงการ Eastern Seaboard ก็เดินหน้าต่อไปได้ เช่นเดียวกันในกรณีเปลี่ยนภูเก็ตจากจังหวัดเหมืองแร่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็ต้องผ่านกรณีจลาจลเผาโรงงานแทนทาลัมที่ภูเก็ตก่อน จึงเปิดพื้นที่ในการเปลี่ยนแปลงให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยว
ฉากหลังของการตัดสินใจในการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอดีตนั้น ไม่ได้เรียบง่าย เพียงแค่มีนโยบายที่ดีและผ่านการประเมินผลดีผลเสีย ของนโยบายอย่างรอบด้านอย่างลึกซึ้งเพียงอย่างเดียว การนำไปปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องยากกว่ามหาศาล เพราะต้องกระทบต่อกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองหลายกลุ่ม “ภาวะผู้นำ” จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดหรือเป็นสิ่งสำคัญอย่างสูงมากในช่วงที่ประเทศ/องค์กรใดๆ ต้องการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่การมีข้อเสนอที่ดีแต่เพียงอย่างเดียว
ประการที่สอง ในกรณีของประเทศไทย ในช่วงวิกฤตการเมืองที่ผ่านมาและยืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน จะเห็นว่าอำนาจการบริหารของรัฐบาลถูกทำลายหรือลดทอนลงอย่างมาก เช่นเดียวกับอำนาจรัฐสภา ก็ถูกลดทอนลงเช่นกัน เพียงเพราะว่าชนชั้นนำนอกระบบเลือกตั้งของประเทศไทยที่อยู่เบื้องหลังการเมืองไทยมาตลอดนั้น ไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย จึงวางโครงสร้างการบริหารประเทศผ่านรัฐธรรมนูญ 2550 ในเชิงลดอำนาจฝ่ายบริหาร เมื่ออำนาจการบริหารของประเทศถูกลดทอนลง ขอเพียงมีมวลชนหลักสิบหลักร้อย ก็สามารถต้านทานหรือล้มล้างนโยบายรัฐที่มาจากการเลือกตั้งของเสียงข้างมากของประเทศนี้ได้ ลองจินตนาการ โดยสมมติว่า ถ้ารัฐบาลยกเลิกโครงการอุดหนุนก๊าซ LPG และมีมวลชนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว ยกขบวนนับร้อยคนขู่จะยึดทำเนียบรัฐบาลหรือบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ก็สามารถกดดันรัฐบาลให้ล้มเลิกนโยบายดังกล่าวได้
แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สหรัฐหรืออังกฤษ ซึ่งเป็นแม่แบบของระบอบประชาธิปไตย มวลชนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ จะต้องถูกปราบปรามหรือลงโทษทางกฎหมายอย่างรุนแรงแน่นอน อีกตัวอย่างเร็วๆ นี้ คือ นักเรียนกลุ่มที่ไม่สามารถผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนชั้นมัธยมปลายของโรงเรียนแห่งหนึ่ง สามารถยกขบวนมากดดันหน้าทำเนียบรัฐบาลจนสามารถกดดันรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และโรงเรียนจนกลุ่มตนเอง แม้จะมีคุณสมบัติไม่ตรงตามเกณฑ์ แต่ที่สุดสามารถเข้าเรียนได้ด้วยแรงกดดัน
กล่าวโดยสรุป การตัดสินใจครั้งสำคัญ ล้วนส่งบวกและลบต่อกลุ่มผลประโยชน์จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้เสียประโยชน์ ถ้าต้องการเปลี่ยนประเทศนี้ ต้องกลับมายึดมั่นในกติกาที่วางกันก่อนว่า คนที่เสียประโยชน์ต้องยอมรับกติกานอกเหนือจากนี้ คือ ภาวะผู้นำที่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงจะต้องมี แต่ถ้าปราศจากการเคารพกติกาและหลักการรวมทั้งภาวะผู้นำแล้ว อนาคตนั้นน่าจะตกอยู่ในภาวะที่หดหู่ แม้ว่าข้อเสนอในการเปลี่ยนแปลงจะลึกซึ้งและดีเพียงใดก็ตาม







