
กฟน. สยายปีก เจาะธุรกิจใหม่ โรงไฟฟ้า-สถานีชาร์จ
การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ถือเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ในการจัดหาไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าลงทะเบียนไว้ 3.15 ล้านราย มีอัตราการขยายเพิ่มขึ้น 0.97%
การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ถือเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ในการจัดหาไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าลงทะเบียนไว้ 3.15 ล้านราย มีอัตราการขยายเพิ่มขึ้น 0.97%
การดำเนินงานในรอบ 54 ปีที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับการให้บริการกับประชาชนและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบควบคุมไฟฟ้า ระบบบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า ระบบควบคุมสายป้อนอัตโนมัติเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
อาทร สินสวัสดิ์ ผู้ว่าการการ กฟน. กล่าวว่า กฟน.มีแผนลงทุนที่สำคัญในการพัฒนาระบบไฟฟ้า ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบสื่อสาร ซึ่งในปีงบประมาณ 2555 มีวงเงินลงทุน 2.94 หมื่นล้านบาท
ผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 (ม.ค.-มิ.ย.) มีรายได้รวม 8.5 หมื่นล้านบาท มีกำไรสุทธิ 4,700 ล้านบาท ซึ่งประมาณการผลกำไรตลอดปีจะอยู่ที่ 6,900 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตจากปีก่อนเฉลี่ย 10% เป็นแนวโน้มที่ดีสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเขตเมือง ประกอบกับเพิ่งผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมทำให้หลายภาคธุรกิจกลับมาฟื้นฟูกิจการ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในระยะยาว
การให้บริการกับภาคประชาชนจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการผู้ใช้ไฟฟ้า 3.15 ล้านรายแบ่งพื้นที่ความรับผิดชอบเป็น 18 เขต และ 12 สาขาย่อย ซึ่งทุกแห่งผ่านการรับรองมาตรฐานสากล ISO 9001/2008 ในขณะที่การดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้า ดัชนีจำนวนไฟฟ้าดับเฉลี่ยอยู่ที่ 0.976 ครั้ง/ ราย ค่าดัชนีระยะเวลาไฟฟ้าดับมีค่าเฉลี่ย 26.72 นาที/ราย
กฟน.มีแผนจะขยายธุรกิจไปต่างประเทศ เพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพระดับสากล ซึ่งการดำเนินธุรกิจในระยะแรก จะเน้นการให้บริการทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับระบบจำหน่ายไฟฟ้าใน 3 รูปแบบ คือ การจัดฝึกอบรมและศึกษาดูงาน ทั้งหลักสูตรพื้นฐานและหลักสูตรที่จัดตามความต้องการของลูกค้า โดยผลงานในรอบปีที่ผ่านมาได้เข้าไปจัดอบรมให้การไฟฟ้าจำหน่ายและการไฟฟ้าสายส่งประเทศซูดาน โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนระบบสายอากาศเป็นระบบสายใต้ดิน ของเมืองหลวงพระบางให้กับการไฟฟ้าลาว และงานประมูลกิจการไฟฟ้าจำหน่ายของไนจีเรีย เป็นต้น
ด้านช่องทางธุรกิจที่จะดำเนินการในอนาคตมี 3 โครงการ ได้แก่ 1.ธุรกิจผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม หรือโรงไฟฟ้า โดยเป็นรูปแบบหนึ่งของการผลิตไฟฟ้า ณ จุดใช้งาน ในสถานที่ของลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับระบบจำหน่าย เพื่อให้การจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบ
ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 2 เมกะวัตต์ขึ้นไป มีอัตราการใช้ไฟฟ้าในระบบปรับอากาศ หรือผลิตน้ำร้อน ไอน้ำ ตั้งแต่ 40% ขึ้นไป โดยส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หรือโรงงาน โรงแรม และกลุ่มธุรกิจสำนักงานที่อยู่ตามแนวท่อก๊าซของ ปตท. ล่าสุดได้ลงนามความร่วมมือกับ กนอ. เพื่อศึกษาพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าไปแล้ว
2.ธุรกิจบริการอัดประจุแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้กันมากขึ้น เพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยขณะนี้ กฟน.ได้นำร่องเปิดสถานีชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 1 แห่ง ที่สำนักงานใหญ่ และจะเพิ่มจำนวนอีก 10 แห่งภายในปี 2556 ในพื้นที่ของเขตของ กฟน.ตามจุดต่างๆ และ 3.โรงไฟฟ้าขยะ โดย กฟน.มีแนวคิดที่จะผลิตไฟฟ้าจากขยะเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้แก่ระบบจำหน่าย
ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ พบว่าประเทศไทยมีขยะชุมชนประมาณ 18 ล้านตัน/ปี และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากสามารถกำจัดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่งด้วย
ปัจจุบันธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่ กฟน.ให้บริการ ได้แก่ ธุรกิจบริการและคุณภาพไฟฟ้า เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ในการให้บริการด้านการบำรุงรักษาระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบครบวงจร ทั้งในเชิงป้องกันและเชิงแก้ไข ในกรณีปกติและฉุกเฉิน 24 ชม. พร้อมการรับประกันคุณภาพ
การสมัครเป็นสมาชิกของโครงการ MEA Care Service นอกจากบริการหลักแล้ว สมาชิกโครงการจะได้รับสิทธิพิเศษในการให้บริการต่างๆ เช่น การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้า การฝึกอบรม การจัดอุปกรณ์ไฟฟ้าทดแทนระหว่างซ่อม โดยไม่คิดค่าเช่า
ในปีที่ผ่านมา กฟน.มีผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สมัครเป็นสมาชิกโครงการ เช่น ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอุตสาหกรรมสิ่งทอ โรงพยาบาล หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น
ขณะเดียวกันยังให้บริการระบบไฟฟ้าตั้งแต่งานออกแบบติดตั้งระบบไฟฟ้า งาน ออกแบบติดตั้งระบบปรับอากาศ งานออกแบบติดตั้งระบบวิศวกรรมความปลอดภัย งานบำรุงรักษาเชิงป้องกัน งานบริหารจัดการพลังงาน และงานออกแบบติดตั้งไฟส่องสว่างเพื่อความสวยงามของภูมิทัศน์ และติดตั้งไฟฟ้าประดับเพื่อเฉลิมฉลองในเทศกาลต่างๆ ตลอดจนธุรกิจศูนย์บริการความปลอดภัยข้อมูล โดยจัดตั้งห้องมั่นคง เพื่อใช้ในการเก็บรักษาฐานข้อมูล อุปกรณ์ระบบเทคโนโลยี และระบบสื่อสารที่สำคัญ ซึ่งมีศักยภาพในการจัดเก็บข้อมูลเท่ากับระดับสากล
“ในอนาคต กฟน.คงขายไฟฟ้าอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมองหารายได้จากส่วนอื่น ในธุรกิจเดิมที่ทำอยู่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การบำรุงดูแลรักษาระบบสายส่ง ธุรกิจโครงข่ายเส้นใยแก้วนำแสง การผลิตไฟฟ้า แต่ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ที่จะดำเนินการได้เฉพาะในเขต กทม.และปริมณฑล”
นอกจากนี้ ภารกิจหลักอีกด้านที่ กฟน.ต้องเร่งดำเนินการ คือแผนงานเปลี่ยนระบบสายป้อนอากาศเป็นสายใต้ดิน ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปได้เพียง 10% ในพื้นที่พหลโยธิน พญาไท สุขุมวิท ปทุมวัน จิตรลดา พระราม 3 และช่องนนทรี
ตั้งเป้าหมายต้องการให้ กทม. มีภาพลักษณ์เป็นเมืองมหานครเหมือนกับต่างประเทศ ขณะเดียวกันเป็นการรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ด้วย เชื่อว่าหากโครงการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ จะเป็นการยกระดับมาตรฐานการดูแลระบบรักษาไฟฟ้าของ กฟน.ให้เทียบเท่ากับสากล หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว







