posttoday
ตัวเลขทางการเงินสะท้อนความแข็งแกร่ง

ตัวเลขทางการเงินสะท้อนความแข็งแกร่ง

26 กรกฎาคม 2555

คุณรู้หรือไม่ ว่าหากจะลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัท ควรดูข้อมูลอะไร?

คุณรู้หรือไม่ ว่าหากจะลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัท ควรดูข้อมูลอะไร?

เป็นเรื่องโดยธรรมชาติและเชื่อได้ว่าโดยส่วนใหญ่ การตัดสินใจลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทใด ปัจจัยหนึ่งที่เราคงต้องมองก็คือความสามารถในการทำกำไรของบริษัทนั้นๆ หากบริษัทมีแนวโน้มกำไรดีอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยก็ทำให้มั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าจะสามารถจ่ายดอกเบี้ยรวมถึงเงินต้นคืนให้กับผู้ซื้อหุ้นกู้ของบริษัทได้ ซึ่งนั่นสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง รวมถึงความสามารถในการขยายกิจการในอนาคตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้จากภายนอก

ในการวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไรจะพิจารณาจากตัวเลขที่ได้จากรายงานทางการเงิน (ทางบัญชี) อย่างจำนวนกำไร อัตราส่วนการทำกำไร และต้องพิจารณาข้อมูลย้อนหลังยาวๆ เพื่อพิจารณาแนวโน้มการเติบโตของการทำกำไร โดยบริษัทที่มีแนวโน้มของอัตรากำไรลดลงอาจจะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพการแข่งขันของธุรกิจที่รุนแรงขึ้น หรือสินค้าบริการนั้นได้รับความนิยมลดลงไป ทีนี้จะลองหยิบยกอัตราส่วนหรือตัวเลขทางการเงินมาตอบโจทย์ในเรื่องความสามารถในการทำกำไรกันดูสักเล็กน้อย

อัตรากำไรเบื้องต้นต่อยอดขาย (ร้อยละ) = กำไรเบื้องต้น/ยอดขาย

เจ้าอัตราส่วนนี้แสดงผลกำไรต่อยอดขาย ผลกำไรเป็นสิ่งที่สนใจขั้นสุดท้ายของการบริหารธุรกิจ เป็นอัตราส่วนเบื้องต้นอย่างหนึ่งที่ช่วยตัดสินเรื่องผลกำไร โดยอัตราส่วนนี้สูงชี้ให้เห็นได้ว่าต้นทุนในการผลิตนั้นต่ำหรือมียอดขายสินค้าบริการที่สูง

อัตรากำไรสุทธิต่อยอดขาย (ร้อยละ) = กำไรสุทธิ*100/ยอดขาย

อัตราส่วนนี้ชี้ให้เห็นในหลายด้าน หากผลออกมามีค่าเป็นบวกแสดงถึงผลงานการดำเนินงานที่มีกำไรสุทธิสะสมอยู่ และหากยิ่งมีค่าเป็นบวกมากๆ นั่นหมายถึงบริษัทมีผลประกอบการที่ดีขึ้นไปอีก ก็ยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้นตามไปด้วย จึงน่าลงทุนในบริษัทที่ผลประกอบการดี หากผลที่ออกมามีค่าติดลบเท่ากับธุรกิจนั้นกำลังประสบปัญหาขาดทุน

นอกจากนี้ อัตราส่วนนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า จากผลการดำเนินงานของบริษัท ผู้ลงทุนคุ้มค่าที่จะลงทุนหรือไม่อย่างไร เช่น ทั้งปีหากค่าของผลลัพธ์ที่ได้เท่ากับร้อยละ 5 ลองนึกเทียบๆ เคียงๆ กับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำเฉลี่ย 1 ปี ดู ซึ่งอยู่ที่ 2.7% (เฉลี่ย 3 แบงก์ BBL KBANK SCB) ซึ่งผู้ลงทุนบางท่านอาจรู้สึกว่าผลตอบแทนที่ 5% กับที่ 2.7% ไม่ต่างกันมากนั้น แถมการฝากเงินไม่ต้องเสี่ยงกับการดำเนินกิจการของบริษัทที่มีความเสี่ยงในหลายด้าน ก็อาจเลือกที่จะไม่ลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทนี้ หรือหากบริษัทนี้มีอัตราส่วนนี้สูงมาก ซึ่งเป็นเรื่องดี แสดงถึงการมีกำไรสะสมไว้พร้อมที่จะลงทุนหรือขยายกิจการ แต่หากบริษัทไม่มีแผนขยายกิจการก็ดูเหมือนจะสูญเสียโอกาสการเติบโตไป

อัตรากำไรจากการดำเนินงานต่อยอดขาย (ร้อยละ) = (กำไรจากการดำเนินงาน + ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย)/ยอดขาย

อัตราส่วนนี้น่าสนใจเช่นกัน โดยเป็นอัตราส่วนสำคัญที่แสดงผลกำไรหรือประสิทธิภาพการบริหารงานของบริษัท แสดงระดับช่วงผลกำไรของบริษัท โดยมุมหนึ่งวัดความสามารถในการบริหารจัดการของบริษัท แสดงให้เห็นถึงรายได้จากการขายคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว และในกรณีที่อัตราส่วนนี้ลดลง ยังเป็นตัวบอกว่าอาจจะมีสาเหตุมาจากกำไรขั้นต้นต่ำไป ต้นทุนสินค้าสูงหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ สูงขึ้นไม่สัมพันธ์กับยอดขาย ซึ่งจะต้องปรับปรุงแก้ไขและควบคุมการบริหารจัดการปัจจัยต่างๆ หรืออาจมาจากความต้องการสินค้าบริการที่ลดลง หรือภาวะการแข่งขันสูงหรือต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้น เนื่องจากประสิทธิภาพในการผลิตต่ำลง เป็นต้น

และอีกมุมหนึ่งของอัตราส่วนนี้ที่สำคัญก็คือ จะได้วัดความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานของบริษัท โดยในบางครั้งบริษัทอาจมีกำไรในส่วนอื่นที่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างประจำ หากนำกำไรในส่วนอื่นๆ นั้นไปร่วมประเมินก็ได้จากมุมมองที่ผิดไป

เวลาเราดูข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อหุ้นกู้ เราควรดูในหลายๆ ด้าน ไม่ใช่ว่ากำไรสูงอย่างเดียวแล้วตัดสินใจลงทุน ควรต้องดูอัตราส่วนความสามารถในการทำกำไรเทียบกับคู่แข่งด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันของบริษัท และหากพิจารณาให้ดีก็จะเห็นความสามารถในการควบคุมต้นทุนหรือการปรับราคาสินค้าหรือบริการในกรณีที่ต้นทุนการผลิตการบริการเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ที่กล่าวมาข้างต้นก็เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นของเครื่องไม้เครื่องมือในการดูความสามารถในการทำกำไรของบริษัท เพื่อประกอบการตัดสิ้นใจลงทุน แต่หากท่านไม่ได้เชี่ยวชาญในการประเมินตัวเลขต่างๆ เห็นตัวเลขเป็นไม่ได้ต้องขยับห่างก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะข้อมูลต่างๆ ที่เล่ามาทางบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือใช้เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้เพื่อให้ผู้ลงทุนเลือกลงทุนอยู่แล้ว ทีนี้คุณก็รู้มากขึ้นอีกนิดแล้วนะครับ

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร