
ธปท.ไม่พรั่นหนี้เสียพุ่งเชียร์สินเชื่อรถยนต์โต
ธปท.ยันไม่ห่วงหนี้เสียจากการที่ลูกหนี้ต้องกลับมาชำระหนี้ปกติในเดือน ก.ค.ปีนี้ หลังหมดเวลาผ่อนผันจากน้ำท่วม
ธปท.ยันไม่ห่วงหนี้เสียจากการที่ลูกหนี้ต้องกลับมาชำระหนี้ปกติในเดือน ก.ค.ปีนี้ หลังหมดเวลาผ่อนผันจากน้ำท่วม
นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ไม่ห่วงภาวะหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนกระทบระบบสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ แม้ว่าลูกหนี้ที่เป็นประชาชนรายย่อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่เคยได้รับการผ่อนผันให้ยืดระยะเวลาในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นจากสถานการณ์น้ำท่วมจะสิ้นสุดลงในเดือน มิ.ย.นี้ และต้องเริ่มกลับมาชำระหนี้ตามเกณฑ์ปกติใหม่ในเดือน ก.ค.ปีนี้
“ถึงเราจะยังไม่แน่ใจว่า ลูกหนี้ที่เคยได้รับการผ่อนผันจากมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจะกลับมาชำระหนี้ได้ปกติหรือไม่ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้ที่เป็นเอสเอ็มอี เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก สหรัฐ และยุโรปชะลอด้วย แต่เราก็มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาหนี้เสียมากขึ้น เพราะตัวเลขเอ็นพีแอลยังไม่อยู่ในระดับสูงจนน่าห่วง” นางทองอุไร กล่าว
เมื่อสิ้นเดือน พ.ค.ปีที่ผ่านมา ธปท.รายงานว่า สินเชื่อภาคเอกชนขยายตัว 12.28 ล้านล้านบาท หรือ 16.8% ขณะที่เอ็นพีแอลสุทธิหลังจากหักสำรอง ณ สิ้นไตรมาสแรกของปีนี้ ก็ลดลงต่ำเหลือเพียง 1.96% ส่วนเอ็นพีแอลที่ยังไม่หักกันสำรองอยู่ที่ระดับ 2% เศษ
นางทองอุไร กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ ธปท.ไม่ห่วงเรื่องหนี้เสีย หรือห่วงว่าสินเชื่อโตสูงเกินไปหรือไม่ แต่ห่วงผลกระทบที่จะมีต่อผู้ประกอบการส่งออก ที่จะได้รับผลกระทบจากต่างประเทศที่จะมากระทบต่อภาคการผลิต หรือความสามารถในการชำระหนี้มากกว่า
ทั้งนี้ เนื่องจากข้อมูลที่ ธปท.ลงไปตรวจสอบข้อมูลสินเชื่อช่วงต้นปีนี้มาจนถึงเดือน พ.ค. พบว่าเติบโต 16% แล้ว ยังพบว่ามีสินเชื่อรายใหญ่จำนวนหนึ่งที่มีการกู้ไปลงทุน หรือไปซื้อกิจการในต่างประเทศรวมอยู่ด้วย ซึ่งจริงๆ ไม่ควรนับว่าเป็นการขยายตัวของสินเชื่อในประเทศ
ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ธปท. ก็ไม่ได้เป็นห่วงในเรื่องการเติบโตของสินเชื่อรถยนต์ที่ขยายตัวสูงถึง 20% เพราะความต้องการรถยนต์นั้นอั้นมานาน ตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมและเป็นการเติบโตขึ้นมาจากฐานที่ต่ำ และอาจจะขยายตัวสูงเพียงระยะสั้นหรือชั่วคราว แต่ต้องติดตามดูต่อในระยะต่อไปว่า สินเชื่อรถยนต์จะกลับมาโตในระดับปกติได้หรือไม่







