posttoday
ธุรกิจต่อเนื่องแพทย์บูม

ธุรกิจต่อเนื่องแพทย์บูม

24 กรกฎาคม 2555

‘วิชัย ทองแตง’ขยายลงทุนรับต่างชาติแห่รักษาในไทย

‘วิชัย ทองแตง’ขยายลงทุนรับต่างชาติแห่รักษาในไทย

“วิชัย ทองแตง” ยึดหมุดลงทุนธุรกิจเพื่อสุขภาพ เล็งควบกิจการต่างประเทศรับตลาดอาเซียนบูม หลัง "ไอเอชเอช" กองทุนจากสิงคโปร์มาเลย์ฯดันเข้าตลาดหลักทรัพย์

นายวิชัย ทองแตง ประธานคณะกรรมการผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ ผู้ดำเนินกลุ่มเครือข่ายโรงพยาบาลพญาไทกรุงเทพ และเปาโล เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความพร้อมให้บริการด้านสุขภาพ จากจำนวนโรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐาน เจซีไอ (JCI) มากถึง 28 โรงพยาบาล ซึ่งมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และเป็นจุดดึงดูดชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาใช้บริการแพทย์ไทย

อย่างไรก็ตาม ในด้านอัตราค่าบริการทางการแพทย์แล้ว อินเดียถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญ แต่ด้วยอุปนิสัย สถานที่ สิ่งแวดล้อมของประเทศไทยที่เหนือกว่า ทำให้ดึงดูดต่างชาติได้มากกว่า อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของชาวต่างชาติที่เข้าใช้บริการทางการแพทย์ของไทย ยังนำมาซึ่งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องไม่ว่าจะเป็นตลาดธุรกิจบริการที่พัก ธุรกิจบริการที่พักสำหรับกลุ่มเกษียณอายุของต่างชาติ รวมไปถึงธุรกิจศัลยกรรมเสริมความงาม

ทั้งนี้ บริษัทสนใจขยายธุรกิจดังกล่าวเพื่อรองรับตลาดอาเซียนด้วย โดยได้เจรจากับกลุ่มแรฟเฟิล คลินิก ในประเทศสิงคโปร์ เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายธุรกิจทางการแพทย์และสุขภาพในอนาคต รวมถึงใช้กลยุทธ์การควบรวมกิจการในประเทศอาเซียน หากมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจในอนาคต จากปัจจุบันบริษัทเข้าไปร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจเปิดให้บริการโรงพยาบาล 2 แห่งในเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา และเตรียมมองตลาดในพม่าเช่นกัน

สำหรับประเทศไทย แม้จะขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ แต่กลับพบว่ามีต่างชาติที่เข้ามารักษาในไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 7 แสนคน และคาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ 2.53 ล้านคน ซึ่งจุดเด่นของการให้บริการในไทยคือ โดยตลอดที่ผ่านมาไทยมีความขัดแย้งทางการเมือง แต่ยังดึงดูดต่างชาติเดินทางเข้ามาใช้บริการและราคาที่สมเหตุผล เป็นจุดได้เปรียบประเทศคู่แข่งเช่นสิงคโปร์ อินเดีย มาเลเซีย และฮ่องกง

นอกจากนี้ ในปัจจุบันค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของต่างชาติสูงกว่าคนไทยโดยเฉลี่ย 68% เนื่องจากต่างชาติมีกำลังซื้อสูง ส่วนแนวโน้มที่จะสร้างโอกาสสำคัญทางการตลาดให้กับไทยคือ ในปี 2563 คาดการณ์ว่าจำนวนประชากรผู้สูงอายุเกือบทุกประเทศในอาเซียนจะมีสูงมากขึ้น อาทิ สิงคโปร์ อยู่ที่ 40% เวียดนาม 35% ไทย 34% อินโดนีเซีย 29% และพม่า 28% เป็นต้น ทำให้ประชากรสูงอายุของประเทศต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องรับการบริการด้านสุขภาพสูงมากขึ้นเช่นกัน

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยควรกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อนำไปวางแผนการตลาด เพื่อดึงดูดต่างชาติให้มากขึ้น เดินทางเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น ที่สำคัญเอกชนต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมเร็วขึ้น ภายใต้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน (Public Private PartnershipPPP) ที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น โดยเฉพาะรัฐบาลควรทบทวนเรื่องการจัดตั้งกองทุนมั่งคั่ง เพื่อการขยายการลงทุนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการในประเทศ

เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีเงินทุนสำรองต่างประเทศถึง 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ รัฐบาลควรเริ่มศึกษาแล้วว่าจะนำเงินดังกล่าวมาจัดตั้งเป็นกองทุนมั่งคั่ง โดยเบื้องต้น เพียงแค่ 10% สำหรับลงทุนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคเอกชนไทยเพื่อเป็นการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและมั่งคั่ง โดยเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาลขนาดเล็กของไทยที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศไทยในขณะนี้ จำเป็นต้องรวมตัวกันโดยให้มีระบบการให้บริการที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้เกิดพลังความสามารถในการแข่งขัน แเละเพื่อให้เกิดฐานทุนที่ทำให้กิจการของโรงพยาบาลก้าวกระโดดต่อไปได้ก่อนที่จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี58

ขณะเดียวกันในวันที่ 25 ก.ค.นี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจบริการสุขภาพในอาเซียนครั้งสำคัญ ภายหลังไอเอชเอช(IHH) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 2 ตลาด คือประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย จะกลับเข้ามาทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของทั้ง 2 ประเทศ เป็นวันแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลและเอกชนไทยต้องตื่นตัว เพราะ IHH เกิดจากการเข้าซื้อกิจการกลุ่มโรงพยาบาลพาร์คเวย์ ประเทศสิงคโปร์ โดย Khazanah 62.1% ซึ่งเป็นกองทุนจากสหรัฐอเมริกาที่ถือหุ้นโดยรัฐบาล

นอกจากนี้ยังมีมิตซุย ถือหุ้น 26.6% Abraaj Capital กองทุนที่ลงทุนในภูมิภาคตะวันออกกลาง ถือหุ้น 7.1% และ Aydinlar ซึ่งเป็นเครือข่ายโรงพยาบาลในตุรกีถือหุ้น 4.2% ทำให้ปัจจุบัน IHH กลายเป็นกลุ่มโรงพยาบาลที่มีมูลค่าหุ้นตามราคาตลาดในปัจจุบัน 2.5 แสนล้านบาท ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยมีโรงพยาบาลเครือข่ายที่เป็นระบบเดียวกันใน 6 ประเทศ คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ตุรกี จีน และอินเดีย รวม 88 โรงพยาบาล 12,000 เตียง ซึ่งสามารถรองรับผู้ใช้บริการทางการแพทย์ได้ทั้งภูมิภาคอาเซียน

ทั้งนี้หากเทียบกับบริษัท ซึ่งปัจจุบันมูลค่าหุ้นตามราคาตลาดอยู่ที่ 1.6 แสนล้านบาท โดยเป็นที่หนึ่งด้านผู้ให้บริการสุขภาพของประเทศไทย และใหญ่เป็นอันดับ 6 ในอาเซียน ด้วยจำนวนโรงพยาบาลเครือข่ายในไทยและเขมรรวม 28 แห่ง 4,987 เตียง ทำให้บริหารต้นทุนได้ดี มีอำนาจการต่อรองไม่ว่าจะเป็นยาและเครื่องมือแพทย์

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน