
‘โสฬส’พ้นเอสเอ็มอีแบงก์
ยื่นใบลาออกก่อนบอร์ดประชุมเผยช่วงรอยต่อหนี้เสียพุ่งพรวด
ยื่นใบลาออกก่อนบอร์ดประชุมเผยช่วงรอยต่อหนี้เสียพุ่งพรวด
บอร์ดเอสเอ็มอีแบงก์กดดัน “โสฬส” ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากผลสอบสรุปทำให้ธนาคารเสียหายและหนี้เสียปูดเท่าตัวสูงถึง 40% สินเชื่อ
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 25 ก.ค.นี้ คณะกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) จะมีการประชุมเพื่อรับทราบผลการสอบข้อเท็จจริงในการปล่อยกู้ ซึ่งพบว่าทำให้ธนาคารเกิดความเสียหายจำนวนมาก
คณะกรรมการได้หารือกับ นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ ใหญ่เอสเอ็มอีแบงก์ให้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่เช่นนั้นกรรมการจะต้องมีมติเลิกจ้างก่อนครบกำหนดสัญญาการทำงานที่จะสิ้นสุดปลายปีนี้แน่นอน
“ล่าสุดนี้ นายโสฬสได้ตัดสินใจลาออกแล้ว แม้ว่าช่วงแรกจะลังเลใจและต้องการที่จะสู้ต่อไป” แหล่งข่าวเปิดเผย
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ผลสอบนายโสฬสเรื่องการปล่อยสินเชื่อเลิกจ้างงานที่เดิมให้ปล่อยได้ 7,000 ล้านบาท แต่ธนาคารกลับปล่อยเงินกู้ไปจริงถึง 2 หมื่นล้านบาท ทำให้ธนาคารขาดทุนจากการปล่อยกู้ถึง 700 ล้านบาท จากการตรวจยังพบว่า มีการปล่อยสินเชื่อไม่ตรงตามเงื่อนไขที่ต้องปล่อยให้กับบริษัทที่ไม่เลิกจ้างพนักงาน หรือบริษัทที่รับพนักงานใหม่จากบริษัทที่ปิดกิจการ แต่ปรากฏว่าเอสเอ็มอีแบงก์ไปปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ รวมถึงปล่อยกู้ให้แก่โรงสีข้าว ซึ่งเจ้าของมีความใกล้ชิดกับนายโสฬส
นอกจากนี้ คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงยังสอบกรณีการแต่งบัญชีของธนาคาร เพื่อทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ในภายหลังก็กลับมาเป็นเอ็นพีแอลเหมือนเดิม โดยตรวจพบว่า การปรับโครงสร้างหนี้จำนวนมากลูกหนี้ไม่ได้รับทราบหรือร้องขอและไม่ได้มาเซ็นเอกสาร
ล่าสุด พบว่าธนาคารมีหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่ขณะนี้เพิ่มขึ้นเป็น 4 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 40% ของหนี้ทั้งหมด ซึ่งเป็นหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นจากการปล่อยกู้ในโครงการราชประสงค์ น้ำท่วม และแท็กซี่ รวมกันถึง 1.7 หมื่นล้านบาท ทำให้ฐานะธนาคารมีปัญหาความอ่อนแออยู่มากและหลังจากการประชุมคณะกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง จะแถลงแนวทางการแก้ไขปัญหาของธนาคาร
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า คณะกรรมการยังสอบอีกหลายเรื่อง เช่น การจัดซื้อจัดจ้างทำระบบคอลแบงกิงมูลค่า 300 ล้านบาท ซึ่งตามกฎหมายธนาคารไม่สามารถรับฝากเงินจากลูกค้ารายย่อยได้ แต่ระบบที่ติดตั้งกลับมีระบบรับฝากเงินรายย่อยทำให้ต้องจ่ายแพงเกินความจำเป็น
ด้านนายโสฬส ได้เก็บตัวเงียบไม่สามารถติดต่อได้ โดยปิดโทรศัพท์ไม่รับสายจากผู้สื่อข่าวที่พยายามจะสอบถามในประเด็นดังกล่าว







