
ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 17 เดือน
...สุกิจ อุดมศิริกุล
สวัสดีครับ...ทุกท่าน ในระหว่างที่นักลงทุนกำลังติดตามการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศกันอย่างใจจดใจจ่อในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียกลับมากังวลเกี่ยวกับมาตรการคุมเข้มของทางการจีน หลังจากตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของจีนสูงกว่าคาดการณ์
ปรากฏว่าตลาดหุ้นสหรัฐได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำสถิติใหม่ในรอบ 17 เดือน และระดับความกลัวต่อตลาดหุ้นสหรัฐที่ลดลงสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤต Lehman Brothers สามารถตีความในเบื้องต้นได้ว่า นักลงทุนในตลาดหุ้นเริ่มมีความมั่นใจต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้นักลงทุนกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้าในตลาดหุ้นเอเชียเช่นกันในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา
หากหันมาพิจารณาการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์เสี่ยงต่ำที่เคยให้ผลตอบแทนสูงในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ พบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ในสัปดาห์ที่แล้วอยู่ที่ระดับ 3.7% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2552 เล็กน้อย แสดงให้เห็นว่านักลงทุนไม่ได้เข้าไปลงทุนในตลาดพันธบัตรมากเท่ากับช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี เคยต่ำสุดที่ระดับ 2.22% สำหรับการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรหมายถึง ราคาพันธบัตรที่ปรับตัวลดลง สำหรับแนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐในอนาคตจะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ อุปทานพันธบัตรรัฐบาลใหม่ การคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะเพิ่มขึ้น และการเข้ามาซื้อพันธบัตรเพื่อลดความเสี่ยงของนักลงทุนสถาบัน โดยส่วนตัวผมประเมินว่า ปัจจัยด้านอุปทานพันธบัตรใหม่มีน้ำหนักมากที่สุด รองมาคือการคาดการณ์เรื่องอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งทั้งสองปัจจัยมีผลกระทบให้ราคาพันธบัตรลดลง หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยสุดท้าย คือแรงซื้อเพื่อลดความเสี่ยงซึ่งจะส่งผลให้ราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้นหรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ผมประเมินว่ามีน้ำหนักน้อยที่สุด
ด้านค่าเงินเหรียญสหรัฐซึ่งเป็นตัวแทนของ Safe Heaven เช่นกัน พบว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ย. 2552 ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าเป็นเรื่องของแรงซื้อเพื่อลดความเสี่ยงวิกฤตหนี้กรีซ ส่งผลให้นักลงทุนย้ายการถือครองเงินสกุลยูโรมาถือเงินเหรียญสหรัฐแทน แต่แนวโน้มค่าเงินเหรียญสหรัฐในช่วงที่เหลือของปี 2553 ซึ่งผมคาดว่าจะแข็งค่าต่อเนื่องนั้นอาจไม่ใช่เป็นเพราะปัจจัยเรื่องการหนี้ความเสี่ยงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการลดมาตรการฉุกเฉินของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่ออุปทานส่วนเกินของเงินเหรียญสหรัฐ ในตลาดการเงินให้ลดลงจึงมีผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น
ดังนั้น จากการพิจารณาทั้งสินทรัพย์เสี่ยง ได้แก่ ตลาดหุ้น และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ ได้แก่ พันธบัตรและเงินเหรียญสหรัฐ พบว่า นักลงทุนเริ่มให้น้ำหนักกับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ยังคงเป็นไปในลักษณะระมัดระวังตัว
อย่างไรก็ตาม หากหันมาพิจารณาตลาดหุ้นสำคัญๆ ในเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่นักลงทุนต่างประเทศชื่นชอบมากที่สุดในปี 2553 ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน พบว่าผลตอบแทนในปี 2553 นี้ ปรับตัวลดลงสวนทางกับตลาดหุ้นสหรัฐ โดย ณ สิ้นสัปดาห์ที่แล้ว ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ลบ 1.2%YTD ตลาดหุ้นไต้หวันลบ5.37%YTD และตลาดหุ้นจีนลบ 8.04%YTD ทั้งนี้ เนื่องจากผลกระทบจากความกังวลต่อมาตรการคุมเข้มทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน และสภาพคล่องทางการเงินของจีน รวมถึงประเทศที่มีเศรษฐกิจพึ่งพาจีนมาก ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ออสเตรเลีย เป็นต้น ดังนั้น ผมจึงประเมินว่าตลาดหุ้นในเอเชียในช่วง 12 เดือนนี้ยังคงจะมีความผันผวน แต่จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาส 34/2553 ทั้งนี้ เกิดจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจเอเชียที่ดีกว่าประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก หรืออเมริกาใต้ ทั้งนี้ เนื่องจากเอเชียมีความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน ฐานะการเงินของรัฐบาล และการบริโภคภาคเอกชนที่ยังคงเข้มแข็งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จากการเก็งกำไรเรื่องค่าเงินหยวนว่าที่มีโอกาสแข็งค่า อาจชะลอตัวหรือมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมาบ้าง หลังจากนายกฯ จีนยืนยันว่าค่าเงินหยวนไม่ได้อ่อนค่าเกินความเป็นจริง แต่ผมเชื่อว่าการเก็งกำไรในเรื่องนี้จะกลับมาอีกในไม่ช้า จากแรงกดดันของสหรัฐและยุโรปจากการเกินดุลการค้าของจีนที่ต่อเนื่องมายาวนาน
ตลาดหุ้นสหรัฐจะยังคงใช้เป็นดัชนีชี้นำตลาดหุ้นโลกได้หรือไม่
คำตอบ คือ ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงเป็นตัวแทนหลักของตลาดการเงินสำคัญของโลก แต่กำลังลดบทบาทของการเป็นแกนนำการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ผมอยากเรียนทุกท่านว่าจากนี้ไปอย่างน้อย 2 ปี การประเมินแนวโน้มของตลาดหุ้นทั่วโลกอาจไม่สามารถประเมินจากตลาดหุ้นสหรัฐได้เหมือนในอดีต แต่จะต้องประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน และตลาดหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจจีนมากขึ้น ซึ่งได้แก่ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน และออสเตรเลีย โดยเหตุผลที่ผมไม่ได้ให้น้ำหนักตลาดหุ้นจีนเพียงตลาดเดียวเพราะตลาดหุ้นจีนยังไม่พัฒนามากพอเหมือนตลาดหุ้นสหรัฐ หรือญี่ปุ่น โดยยังคงมีข้อจำกัดสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ ดังนั้นจึงต้องนำตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว และระบบเศษฐกิจที่มีความผูกพันกับเศรษฐกิจจีนมาช่วยประกอบการพิจารณา ทั้งนี้เหตุผลที่ต้องให้น้ำหนักกับจีน เนื่องจากนักวิจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคของ SCRI ประเมินว่า เศรษฐกิจของจีนจะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 63% จากปี 2552 ที่มีสัดส่วนเท่ากับ 48.5% ซึ่งจะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศจีนเพียงประเทศเดียวมีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2553 มากกว่าครึ่ง ในขณะที่กลุ่มประเทศ G7 ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเดิม คาดว่าจะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกรวมกันเพียง 12.8% ภายใน 6 ปีข้างหน้า และผลของการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนนั้น ก็จะส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นที่มีการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับประเทศจีนปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย
แนวโน้มตลาดหุ้นสัปดาห์นี้เป็นอย่างไรจากปัจจัยภายในและภายนอก
สัปดาห์นี้ผมค่อนข้างฝากความหวังไว้ที่นักลงทุนในประเทศที่คาดว่าจะกลับมาซื้อหุ้นคืน หลังจากขายหุ้นไปในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน เนื่องจากคาดการณ์ว่าปัจจัยการเมืองจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ขณะที่การคาดหวังลดลงกับเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาแล้ว 5 สัปดาห์ และสัปดาห์นี้ปัจจัยเรื่องมาตรการคุมเข้มทางการเงินของจีน และความไม่ชัดเจนของนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของจีนถือเป็นปัจจัยกดดันระยะสั้น แล้วการประชุม FOMC และ BOJ คาดว่าจะมีผลกระทบให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งมีผลให้ค่าเงินในเอเชียอ่อนค่าลงในระยะสั้น ดังนั้น ผมจึงแนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะที่ตลาดหุ้นยังคงมีความผันผวนในการเข้าซื้อสะสมหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี โดยเน้นหุ้นขนาดใหญ่เป็นหลัก เช่น BBL, KBANK, SCC, PTT, PTTEP เป็นต้น
โดยส่วนตัวผมเริ่มมีความเห็นในเชิงบวกต่อตลาดหุ้นมากขึ้นกว่าช่วงต้นปี โดยประเมินว่าตลาดหุ้นทั่วโลกแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ และได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจของจีน รวมถึงวิกฤตหนี้ของกรีซไม่มาก โดยผมจะมีมุมมองในเชิงบวกมากขึ้น หากมีความชัดเจนในเรื่องความเสี่ยงที่เหลืออยู่ คือการกำกับดูแลสถาบันการเงินของสหรัฐและยุโรป โดยเน้นในเรื่องการควบคุมการเก็งกำไรของธนาคาร และ Hedge Fund ซึ่งประเด็นนี้มีผลกระทบต่อราคาหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรงหากมีการคุมเข้มในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและจำกัดขนาดของเงินลงทุน และนั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมยังคงไม่ได้แนะนำให้ลงทุนในตลาดหุ้นอย่างเต็มที่
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







