
คุณเอชนะตลาดในปี 2552 ได้หรือไม่ (Did you beat the market in 2009?)
....ธีระ ภู่ตระกูล
ในตอนนี้ผลประกอบการปี 2552 ก็ออกมาแล้ว คุณเอาชนะตลาดในปี 2552 ได้หรือไม่ โอกาสค่อนข้างสูงที่คุณเอาชนะไม่ได้ ในความเป็นจริงแล้ว ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพจำนวนหนึ่งหลงกลตลาดหลักทรัพย์เมื่อปีที่แล้ว มีผู้จัดการกองทุนเพียง 24 กองทุนที่เอาชนะ กองทุนดัชนี TMB SET50 Index ได้ ขณะที่ผู้จัดการอีก 151 คน ไม่สามารถเอาชนะดัชนีได้ เป็นธรรมดาที่ช่องว่างระหว่างกองทุนที่ดีที่สุดกับกองทุนที่แย่ที่สุดมีความห่างกันมาก กองทุนที่ดีที่สุดคือ ING Thai Value plus LTF ทำกำไรได้ถึง 79.8% ในปี 2552 ขณะที่กองทุนรั้งท้ายอย่าง 1 A.M.Smart LTF มาด้วยผลประกอบการลบ 2.6% จากข้อมูลของ Lipper ผลตอบแทนเฉลี่ยของ 175 กองทุนหุ้นทุนของไทยในปี 2552 อยู่ที่ 57% แต่ที่น่าประทับใจในความเห็นของผม คือ ผลกำไร 71% จากกองทุน TMB SET50 Index ซึ่งมาในอันดับ 25 จากทั้งหมด 175 กองทุน
ในสหรัฐอเมริกาสภาพการณ์ก็ค่อนข้างจะคล้ายกันในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประมาณ 60% ของกองทุนที่ลงทุนในหุ้นที่มีเสถียรภาพก็เอาชนะ ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตัวแทนที่โดนอ้างถึงบ่อยๆ ใน
“ตลาด” ไม่ได้ ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้และหุ้นต่างประเทศต่างก็ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชนะเกณฑ์มาตรฐาน แม้แต่ในช่วงตลาดหมีในปี 2551 ที่เพิ่งผ่านมา ในเวลาเช่นนั้นเมื่อผู้คนคาดหวังให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพพิสูจน์ฝีมือโดยการกำจัดการลงทุนที่อ่อนแอที่สุด แต่ดัชนีเป็นต่อผู้จัดการเกือบทั้งหมด จากข้อมูลของ Standard & Poor (ดู Chart) ข้อสรุปที่ชัดเจนคือ การเลือกลงทุนในหุ้นเป็นตัวๆ และการหาจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมในตลาดเป็นงานที่ยาก คุณควรที่จะลงทุนและถือกองทุนดัชนี (Index Funds) ที่มีต้นทุนต่ำ มีความหลากหลาย คงเส้นคงวา และมีการลงทุนในหุ้น Blue Chip ที่จดทะเบียนตามเกณฑ์มาตรฐานของตลาดทั่วไปจุดเด่นของกองทุนดัชนีและกลยุทธ์การลงทุนที่ซื้อแล้วถือไว้ (Buy and Hold) ไม่ใช่เรื่องที่เหมือนกันทีเดียว แต่ทั้งสองกรณีตั้งอยู่บนรากฐานความคิดเดียวกัน คือ ทฤษฎีที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าตลาด
“มีประสิทธิภาพ” (Market Efficiency Theory)พูดกันง่ายๆ ว่าตลาดประกอบด้วยการมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก ซึ่งเข้าถึงข่าวสารเดียวกัน ถ้าคุณคิดว่าราคา ปตท. ที่ 250 บาทต่อหุ้นนั้นถูก คุณกำลังคาดเดาว่าคุณรู้บางสิ่งบางอย่างที่ผู้ขายให้คุณเองยังคิดไม่ออก สมมติฐานของตลาด (EfficientMarkets Hypothesis) อ้างว่าแบบแผนหรือหลักเกณฑ์บางอย่างเกิดขึ้นและนำไปสู่ผลตอบแทนที่สูงโดยปราศจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจะหายไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนักลงทุนจะถลาเข้ามาหาประโยชน์ ยังผลให้ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงอย่างไร้ทิศทาง และถ้าคุณอยากจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด คุณก็ต้องพร้อมที่จะเสี่ยงมากขึ้น ประการที่ 2 เป็นเรื่องเกี่ยวกับ
“ต้นทุน” เนื่องจากกองทุนที่มีการบริหารจัดการเชิงรุก (Active Funds) ตัดแบ่งผลประกอบการเฉลี่ย 1.4% ต่อปี เป็นค่าธรรมเนียม (บวกกับต้นทุนการซื้อขายที่มองไม่เห็น) จึงเป็นการยากสำหรับพวกเขาที่จะเอาชนะกองทุนดัชนีที่คิดค่าธรรมเนียมน้อยกว่า 0.2%ข้อถกเถียงที่ว่าการลงทุนเชิงรับ (Passive) ยังคงได้รับความนิยมอยู่ แต่ก็ยังมีความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวิธีการอื่นๆ ทั้งเชิงรุกและเชิงรับที่ได้รับความสนใจมากขึ้น และสมควรได้รับการพิจารณาอย่างใกล้ชิด การปรับพอร์ตการลงทุนปีละครั้ง (Portfolio Rebalancing) ก็เป็นความคิดที่ดี เป็นการจัดความเสี่ยงไว้ในที่ที่คุณต้องการ หรืออีกนัยหนึ่งคุณกำลังเดินสวนทางจากแนวความคิดของตลาดโดยรวม สมมติว่าคุณตัดสินใจว่าสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมกับคุณคือ หุ้น 50% และตราสารหนี้ 50% ถ้าหุ้นมีการฟื้นตัวครั้งใหญ่และปรับขึ้นไป 40% ขณะที่ตราสารหนี้ขึ้น 5% พอร์ตการลงทุนของคุณจะอยู่ที่ 57% ในหุ้น และ 47% ในตราสารหนี้ จะกลับมาที่เดิม คุณจะต้องขายหุ้นตัวที่ตลาดต้องการในขณะนั้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าตลาดหุ้นตกต่ำ คุณก็ซื้อหุ้นตัวที่นักลงทุนหลีกเลี่ยง การบริหารจัดการด้วยตัวเองโดยไม่คล้อยไปตามกระแสของตลาดนี้ได้ผลดีกว่าทำตามทฤษฎี EfficientMarket ล้วนๆ
กำหนดขอบเขตจังหวะเวลาซื้อขาย (Set Limit on Market Timing) ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่สามารถจะรับความคิดที่ว่าอยู่เฉยๆ เพื่อป้องกันการขาดทุนก้อนโตได้ คุณก็ต้องกำหนดค่าตัวแปรไว้ ความผิดครั้งใหญ่ที่ใครก็สามารถเผชิญได้ก็คือ คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าตลาด โอกาสผิดพลาดนั้นมีมาก อย่าซื้อหรือขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ คุณอาจจะเปลี่ยนแปลงการจัดสรรหุ้นของคุณ แต่ต้องไม่เกิน 10% ไม่ว่าจะซื้อหรือขาย ถ้าโดยทั่วไปแล้วคุณมีหุ้นอยู่ 50% คุณควรจะเพิ่มเป็น 60% เมื่อราคาหุ้นไม่แพง หรือ 40% เมื่อราคาหุ้นแพง อย่าทำอะไรตามข่าวฮิต ให้ปรับการจัดสรรการลงทุนเพียงเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของมูลค่าหุ้นเท่านั้น Burton Malkiel นักเศรษฐศาสตร์จาก Princeton ผู้เขียน
“A Random Walk Down Wall Street” หนังสือที่ได้รับความนิยมเกี่ยวกับทฤษฎี EfficientMarket ยอมรับว่า Price Earning (P/E) Ratio ของตลาดดูเหมือนว่าจะมีพลังในการคาดคะเนบางอย่าง แต่เขาก็ยังไม่มีหลักฐานว่านักลงทุนส่วนบุคคลจะประสบความสำเร็จในการเลือกว่าเมื่อไหร่ควรซื้อและขาย คนส่วนใหญ่ที่หาจังหวะเวลาซื้อขายมักจะไม่เป็นผล เนื่องจากว่าการจะประสบผลสำเร็จได้นั้น คุณจำเป็นต้องจับจังหวะให้ถูก ไม่ใช่เพียงแค่ครั้งเดียว แต่ต้องสองครั้ง นั่นก็คือรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องซื้อหรือต้องขาย กิจกรรมเช่นนี้มีต้นทุนสูงอย่างไม่น่าเชื่อ จากข้อมูลของบริษัทวิจัย Dalbar ตั้งแต่ปี 2532 ถึงปี 2551 S&P 500 Index ได้ผลตอบแทนต่อปีมากกว่า 8% เพียงเล็กน้อย แต่ผู้ลงทุนในกองทุนหุ้นทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำกว่า 2% เนื่องมาจากจังหวะเวลาที่ผิดพลาด ดังนั้นหากคุณต้องการกำหนดเวลาซื้อขาย คุณต้องกำหนดค่าตัวแปรไว้ด้วยการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (Dollar Cost Average) ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behaviour Economics) บ่งชี้ว่า คนส่วนใหญ่มักจะเข้าข้างตัวเองและมองโลกในแง่ดีเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดความผิดพลาดมากมายในการกำหนดราคาทรัพย์สิน ตัวอย่างเช่น Robert Shiller จาก Yale University และ Karl Case จาก Wellesley College ทำการสำรวจกลุ่มผู้ซื้อบ้านในเมืองที่ต้องเผชิญกับยุคฟองสบู่ของภาคอสังหาริมทรัพย์ และพบว่าหลายคนคาดว่าราคาบ้านจะสูงขึ้นคร่าวๆ ประมาณ 10% ต่อปี เป็นเวลา 10 ปี นักลงทุนในหุ้นก็มีแนวโน้มที่มองโลกในแง่ดีเหมือนกันในอดีต สิ่งเดียวที่แก้ปัญหาอคติในใจนี้ คือต้องไม่ใส่ใจการแกว่งไปมาของตลาดและลงทุนแบบถัวเฉลี่ย โดยลงทุนในจำนวนเงินที่เท่าๆ กันทุกเดือนในกองทุนที่เลือกไว้ วิธีการนี้คุณจะสามารถเอาชนะความโลภและความรู้สึกกลัวได้ และยังได้ผลประโยชน์จากการเฉลี่ยต้นทุนการลงทุนลงในขณะเดียวกัน
แบ่งพอร์ตหุ้นของคุณออกเป็น 2 ส่วน (CoreSatellite Approach) หากจริงๆ แล้วตลาดไม่มีประสิทธิภาพเลยจะทำอย่างไร นักเศรษฐศาสตร์ Eugene Fama (ผู้บุกเบิกทฤษฎี Market Efficiency Theory) และ Kenneth French แสดงให้เห็นรูปแบบต่างๆ ในผลตอบแทนจากหุ้น หุ้นตัวเล็กๆ (Small Cap Stocks) สามารถเอาชนะหุ้นตัวใหญ่ๆ (Big Cap Stocks) ได้ และหุ้นที่มีการประเมินราคาต่ำ (Value Stocks) ก็เอาชนะหุ้นที่เติบโตเร็ว (Growth Stocks) ได้ มีผู้จัดการกองทุนบางคนที่เอาชนะตลาดได้อย่างสม่ำเสมอและแน่นอนเขาคนนั้นที่ได้ฉายาว่าเป็น Master of the Universe, นั่นคือ Warren Buffett เจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway ให้ผลตอบแทนดีกว่ามาตรฐานของดัชนี S&P 500 Index มากในช่วงปี 25202552 ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเท่ากับ 27.7% เมื่อเทียบกับ 8.8% ของดัชนี S&P 500 ถึงแม้ในปี 2552 Berkshire จะบริหารได้กำไรเพียง 2.7% ขณะที่ดัชนี S&P พุ่งขึ้นไปถึง 23.5% (ดูตารางประกอบ)
โดยส่วนตัวแล้ว ผมค่อนข้างจะพอใจกับผลตอบแทนของดัชนีที่ 8.8% ต่อปี แต่ถ้าอัตรานี้ไม่พอสำหรับคุณ วิธีหนึ่งที่จะเพิ่มรสชาติให้ผลตอบแทนการลงทุนของคุณคือ การเลือกใช้ CoreSatellite Approach โดยการแบ่งพอร์ตหุ้นของคุณออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่
“สำคัญ” (Core) ของพอร์ต ซึ่งจะอยู่ที่ราวๆ 5070% ของหุ้นทั้งหมด ควรจะลงในกองทุนดัชนี (Index Funds) ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะที่ส่วนที่เหลือให้เป็น “บริวาร” (Satellite) ที่สามารถจะลงทุนในกองทุนดีๆ ที่มีการบริหารจัดการในเชิงรุก (Actively Managed Funds) หรือลงทุนในบริษัทอย่าง Berkshire Hathaway ของ Warren Buffett สำหรับกองทุนหุ้นทุนของไทย จากข้อมูลของ Lipper เป็นที่น่าสนใจที่จะตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาจนสิ้นปี 2552 ประมาณ 50% ของผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนได้ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานของดัชนีตลาด SET 50 Index.






