posttoday
ต่างชาติมั่นใจอะไรในตลาดหุ้นไทย

ต่างชาติมั่นใจอะไรในตลาดหุ้นไทย

16 มีนาคม 2553

....จิตรา อมรธรรม

ในขณะที่อุณหภูมิการเมืองกำลังเริ่มร้อนแรง และเป็นที่หวั่นเกรงของนักลงทุนรายย่อย จนทำให้ขายสุทธิมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนวันที่ศาลตัดสินทรัพย์คดียึดทรัพย์ รวมทั้งสิ้น 18 วันทำการติดต่อกัน ตรงกันข้ามกับนักลงทุนต่างชาติที่เดินหน้าซื้อสุทธิหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง 15 วันติดต่อกัน รวมเป็นมูลค่า 2.7 หมื่นล้านบาท และเมื่อนับตั้งแต่ต้นปี กลายเป็นยอดซื้อสุทธิ 1.8 หมื่นล้านบาท เป็นนักลงทุนกลุ่มเดียวที่ซื้อสุทธิและพยุงให้ดัชนีซิกแซ็กขึ้นได้ แม้ในช่วงที่สถานการณ์การเมืองตึงเครียดที่สุดในวันตัดสินคดียึดทรัพย์ และล่าสุดการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง

อะไรที่ทำให้ต่างชาติยังซื้อหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ดิฉันขออ้างถึงบทวิเคราะห์ของ Morgan Stanley ฉบับวันศุกร์ที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา ว่าได้เพิ่มน้ำหนักคำแนะนำของตลาดหุ้นไทยจากเดิม “Equal Weight” เป็น “Over Weight” โดยให้เหตุผลที่สรุปสั้นๆ ว่าการเติบโตของกำไรสูง และมูลค่าหุ้น (Valuations) ยังถูกกว่าค่าเฉลี่ย แม้คะแนนด้านการเมืองจะต่ำ แต่ก็ไม่สามารถลบล้างจุดแข็งเหล่านั้นได้ เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์ของ Credit Suisse ที่แนะนำ Buy Thailand มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนการชุมนุม บทวิเคราะห์เหล่านั้นสอดคล้องกับรายงานเศรษฐกิจของ ธปท. ในเดือน ม.ค. ที่ปรากฏว่าเศรษฐกิจยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พัฒนาการที่ดีคือเป็นการขยายตัวกระจายไปในวงกว้าง จากตัวเลขที่เห็นตั้งแต่ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วต่อเนื่องถึงเดือน ม.ค. เราพบว่าเครื่องจักรเกือบทุกตัวไม่ว่าจะเป็นการบริโภคภาคเอกชน การผลิตภาคอุตสาหกรรม การส่งออก การท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูงกว่าในช่วงก่อนเกิดวิกฤตแล้ว ยกเว้นเพียง “การลงทุนภาคเอกชน” ที่ยังได้รับแรงกดดันจากปัญหาการเมืองโดยตรง ไม่ลำพังเฉพาะประเทศไทยประเทศเดียวเท่านั้น ประเทศอื่นๆ ในเอเชียล้วนขยายตัวดีกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ เช่น ยอดส่งออกของจีนในเดือน ก.พ. เพิ่มสูงขึ้นถึง 45.7% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ +38% ภาคการผลิตและยอดการปล่อยกู้ของจีนก็ดีกว่าตลาดคาด และการส่งออกในอินโดนีเซียและมาเลเซียก็ดีกว่าคาดเช่นกัน วิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นในครั้งนี้รวมถึงปัญหาหนี้ภาครัฐที่เกิดขึ้นในยุโรปต่างตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของประเทศในเอเชีย จนทำให้เชื่อว่าเอเชียจะค่อยๆ ฉีกตัวออกจากโลกตะวันตก มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งโดดเด่นและมีบทบาทในเวทีโลกอย่างมากไม่เกิน 10–20 ปีข้างหน้า

ภูมิภาคเอเชียจึงเป็นแหล่งดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนโดยเฉพาะตลาดหุ้น สำหรับตลาดหุ้นไทยแม้ไม่ได้โดดเด่นกว่าเพื่อนบ้านในแง่การเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียน แต่ก็ถือว่ามีราคาถูก คุ้มค่าความเสี่ยงในการลงทุนจึงได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินเหล่านั้นด้วย ณ ระดับดัชนีปัจจุบันคิดเป็น PE สิ้นปีนี้ที่ 12 เท่า ถูกกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 13 เท่า และหากดัชนีต่ำกว่า 680 จุดลงไป PE ยิ่งลดลงเหลือ 11 เท่า ยิ่งถูกลงไปอีก ดังนั้น หากดัชนีปรับลงเพราะการเมือง จึงถือเป็นจังหวะในการช็อปของถูก

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน