
KCEห่วงค่าเงินกว่าการเมือง
บาทแข็งค่าฉุดชิ้นส่วนส่งออกซื้อเครื่องมือป้องกันเสี่ยงเต็ม
โพสต์ทูเดย์
— KCE ชี้ห่วงเรื่องเงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเด็นการเมือง เหตุมีรายได้จากการส่งออกถึง 97% การชุมนุมแค่ทำให้พนักงานเดินทางมาโรงงานยากขึ้นนายพิธาน องค์โฆษิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) เปิดเผยว่า ประเด็นการเมืองไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท เพราะรายได้บริษัทส่วนใหญ่มาจาการส่งออกถึง 97% การชุมนุมกระทบแค่ทำให้พนักงานเดินทางมายังโรงงานที่พระนครศรีอยุธยาลำบากมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากติดด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นด่านใหญ่ก่อนเข้ามายังกรุงเทพฯ แต่บริษัทมีการแก้ไขปัญหาด้วยการมีรถกระบะไว้รับส่งพนักงาน
ทั้งนี้ บริษัทมีความกังวลกรณีค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่ามากกว่า ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 32.7 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และคาดว่าปีนี้เฉลี่ยจะอยู่ที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เทียบกับระดับเฉลี่ยปีก่อน 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยทุกๆ ที่เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น 1% จะกระทบต่อบริษัทเพียง 0.5% เนื่องจากบริษัทได้ทำประกันความเสี่ยงค่าเงินสหรัฐล่วงหน้า พร้อมกับพยายามลดต้นทุนการบริหารและค่าใช้จ่ายทั้งหมดปีนี้ลงให้ได้ 3% เพื่อมาชดเชยเรื่องค่าเงิน
“
สิ่งที่บริษัทกลัวคือเรื่องเงินบาทแข็งค่า เพราะบริษัทไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ก็พยายามสั่งวัตถุดิบให้เป็นรูปสกุลเหรียญสหรัฐมากขึ้น ซึ่งบริษัทได้ทำประกันความเสี่ยงราคาทองแดง 300 ตัน ไว้ที่ราคา 6,300 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากราคาตลาด 7,500 เหรียญสหรัฐต่อตัน รวมทั้งพยายามลดของเสียระหว่างขั้นตอนการผลิตและปรับปรุงประสิทธิการผลิตต่างๆ ด้วย” นายพิธาน กล่าวนอกจากนั้น บริษัทพยายามหาตลาดใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตที่ยากขึ้นแต่มีอัตรากำไรที่ดี โดยปีนี้มีแผนขยายเปิดออฟฟิศสำหรับขายผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนรถยนต์ที่มีความเฉพาะด้านในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นชัดเจน ประกอบกับเป็นจังหวะที่ค่าเงินเยนกับบาทแข็งค่าทิศทางเดียวกัน ทำให้ต้นทุนค่าเงินของบริษัทถูกลงเมื่อเทียบกับสกุลเหรียญสหรัฐ และคาดว่าปีนี้บริษัทจะมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกญี่ปุ่น 23% ของรายได้รวม จากเดิมที่มีน้อยมาก
นายพิธาน กล่าวว่า การที่พยายามลดต้นทุนทำให้เชื่อว่าปีนี้บริษัทจะสามารถรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นที่ 2324% และระดับอัตรากำไรสุทธิที่ 910% ซึ่งเท่ากับปีก่อนได้ ขณะที่กำไรสุทธิจะมากกว่าปีก่อนที่ 171 ล้านบาท โดยมาจากการเติบโตของรายได้ที่คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 240 ล้านเหรียญสหรัฐ (7,484 ล้านบาท) มากกว่าปีก่อนที่ทำได้ 168 ล้านเหรียญสหรัฐ (5,544 ล้านบาท)
สำหรับยอดขายที่เพิ่มขึ้นมาจากภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และทำให้มีความต้องการในการผลิตรถยนต์มากขึ้น อีกทั้งผลจากคำสั่งซื้อจากลูกค้าใหม่ที่บริษัทเริ่มวางรากฐานไว้ตั้งแต่ 2 ปีก่อน โดยปีนี้คำสั่งซื้อลูกค้าใหม่จะมีสัดส่วน 1520% ของรายได้ทั้งหมด และมีคำสั่งซื้อจากลูกค้ารองรับไปถึงเดือน เม.ย. แล้ว







