
เอสเอ็มอีแบงก์ธอส.ระอุ ปปช.สรุปเอฟอาร์ซีดีฉาว
โพสต์ทูเดย์
— เอสเอ็มอีแบงก์ คาด ป.ป.ช. สรุปกรณีคดีเอฟอาร์ซีดีฉาว 1.14 หมื่นล้านปลายเดือนนี้ ส่อสาวลึกถึง ธอส.นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าผลการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีการออกบัตรเงินฝากอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (เอฟอาร์ซีดี) จำนวน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.14 หมื่นล้านบาท คาดว่า ป.ป.ช. จะสรุปคำตัดสินได้ภายในเดือน มี.ค. นี้
นายโสฬส กล่าวว่า ผลสอบเบื้องต้นมีมูลให้เชื่อได้ว่า มีการเอื้อประโยชน์ให้ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดได้ประโยชน์ จากการทำสัญญาในส่วนของการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (IRS) และเบี้ยปรับ รวมถึงการทำสัญญาประกันความเสี่ยง (CC) โดยที่มีการปกปิดข้อมูลกับคณะกรรมการธนาคาร และยังพบว่ามีการดำเนินการเกินกว่าอำนาจที่คณะกรรมการให้ไว้
สำหรับประเด็นที่ ป.ป.ช. มีการสอบสวนเพิ่มเติมอยู่ คาดว่าจะเป็นเรื่องความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ของทั้งสองธนาคารว่ามีการร่วมมือกันในการหาประโยชน์ให้กับผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องของธนาคารหรือไม่
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ผลการตัดสินของ ป.ป.ช. กรณีของเอสเอ็มอีแบงก์ จะเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินกรณีของธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ ป.ป.ช. ได้รับการร้องเรียนจากพนักงานว่ามีการทุจริตจ่ายผลตอบแทนให้ที่ปรึกษาในการระดมเงินทุนเอื้อประโยชน์ ให้แก่เอกชน โดยมีการทำสัญญาจ้าง DEPFA Investment Bank Limited จากไอร์แลนด์ ระดมเงินฝากโดยไม่มีอำนาจ และการออกตราสารดังกล่าวมีค่าธรรมเนียมที่ ธอส. ต้องจ่ายหลายรายการ เช่น ค่าอำนวยความสะดวก 0.72% ค่าจัดเตรียม 0.5% และค่าการให้คำปรึกษาทางการเงิน 0.5% ซึ่งไม่ปรากฏในการ ออกตราสารอื่น และ DEPFA ไม่มีสำนักงานในประเทศไทย เป็นการไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดไว้ให้จ้างที่ปรึกษาในประเทศ
ทั้งนี้แหล่งข่าวกล่าวว่า การกระดมทุนดังกล่าวของ เอสเอ็มอีแบงก์ และ ธอส. เป็นการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน หากกรณีของ เอสเอ็มอีแบงก์ มีคำตัดสินไปในทางได้ ก็น่าจะมีผลให้แนวทางการตัดสินของ ธอส. เป็นไปในลักษณะเดียว แต่กรณีของ ธอส. มีการว่าจ้างที่ปรึกษา ซึ่งไม่มีสำนักงานในประเทศไทย น่าจะมีผลต่อการกระทำความผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องชัดเจนกว่า ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงการคลัง โดยนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้นายนริศ ชัยสูตร รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน ธอส. เร่งประชุมเพื่อหาข้อเท็จจริงส่งให้ ป.ป.ช. ได้พิจารณา ร่วมให้ฝ่ายสอบวินัยของกระทรวงการคลัง เร่งดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้บริหารและพนักงานที่มีส่วนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวแล้ว







