
ปรับเกณฑ์รับประกันภัยพิบัติ มีแต่ได้กับได้
ผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ มีมติปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติในการรับประกันภัยพิบัติใหม่
โดย...วารุณี อินวันนา
ผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ มีมติปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติในการรับประกันภัยพิบัติใหม่ โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 25 ก.ค.ที่จะถึงนี้
นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่เป็นเจ้าของบ้าน และเจ้าของโรงงานขนาดเล็ก รวมถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพราะเกณฑ์ใหม่นี้เป็นการปรับปรุงตามเสียงเรียกร้องของประชาชนตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา โดยได้เพิ่มความยืดหยุ่นของความคุ้มครองและราคาเบี้ยให้เหมาะสมมากขึ้น
สำหรับเกณฑ์การรับประกันภัยใหม่ ประกอบด้วย
หนึ่ง กรมธรรม์ประกันภัยออกใหม่ ในกรณีที่เป็นกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยและภัยพิบัติสำหรับที่อยู่อาศัย การลดวงเงินความคุ้มครองภัยพิบัติ ภัยน้ำท่วม ภัยลมพายุ และภัยแผ่นดินไหว สำหรับบ้านที่อยู่อาศัยขั้นต่ำที่ 2 หมื่นบาท จากเดิมกำหนดเฉพาะขั้นสูงไว้ที่ 1 แสนบาท แต่ไม่ได้กำหนดขั้นต่ำไว้
เกณฑ์นี้ทำให้ประชาชนที่มีทรัพย์สินไม่สูงมาก ซื้อความคุ้มครองที่สอดคล้องกับความจริง เบี้ยที่จ่ายก็ไม่สูงมาก อย่าง 2 หมื่นบาท ก็จ่ายเพียงปีละ 100 บาทเท่านั้น
นอกจากนี้ ประชาชนที่ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยอัคคีภัย สามารถที่จะซื้อประกันภัยพิบัติ หรือไม่ซื้อก็ได้
สำหรับประชาชนที่ซื้อกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยไปแล้ว แต่ต้องการซื้อประกันภัยพิบัติในภายหลัง สามารถซื้อได้ โดยบริษัทประกันภัยจะใช้อัตราเบี้ยประกันระยะสั้น เพื่อให้ความคุ้มครองหากทั้งสองสิ้นสุดลงพร้อมกันหรือยกเลิกกรมธรรม์แบบเดิม แล้วออกกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่แทน
สอง การขยายวงเงินความคุ้มครองให้แก่อุตสาหกรรม จากเดิมจำกัดวงเงินไว้ที่ 30% ของความคุ้มครองประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (IAR) เป็น 50% ในกรณีที่ซื้อความคุ้มครองตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทต่อสถานที่เอาประกันภัย และผู้ประกอบการมีมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี
ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการมองว่า การจำกัดวงเงินความคุ้มครองไว้ที่ 30% ต่ำเกินไป ทางกองทุนจึงได้ขยายเพดานความคุ้มครอง
สาม การประกันภัยทรัพย์สินที่มีหลายสถานที่ตั้ง กรณีที่สามารถระบุจำนวนเงินเอาประกันภัยของแต่ละสถานที่ตั้งได้ จะให้ความคุ้มครองภัยพิบัติไม่เกิน 30% ของแต่ละสถานที่ตั้ง แต่ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบความเสียหายส่วนแรก 5% ของแต่ละสถานที่ตั้ง
กรณีไม่สามารถระบุจำนวนเงินเอาประกันภัยของแต่ละสถานที่ตั้งได้ เมื่อมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติจะคุ้มครองไม่เกิน 30% ของสถานที่นั้นๆ
สี่ การใช้อัตราเบี้ยประกันภัยต่ำกว่ากองทุน สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และอุตสาหกรรม หากบริษัทประกันภัยสามารถขายเบี้ยประกันภัยพิบัติได้ต่ำกว่าราคาของกองทุนที่ 11.25% ตั้งแต่ 20% ขึ้นไป บริษัทไม่ต้องออกกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ และไม่ต้องส่งประกันภัยเข้ากองทุน แต่ต้องรายงานข้อมูลการรับประกันภัยให้กองทุนทราบทุกสิ้นเดือน
กรณีนี้ จีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย ให้เหตุผลว่า เกณฑ์นี้จะใช้กับลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น ซึ่งในบางพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านภัยพิบัติต่ำ หรือมีการลงทุนทำแผนป้องกันภัยพิบัติอย่างดี ทำให้ความเสี่ยงต่ำ ทำให้อัตราเบี้ยประกันภัยต่ำกว่าราคาที่กองทุนกำหนดขึ้น บริษัทประกันภัยสามารถที่จะขายในราคาต่ำ โดยไม่ต้องส่งลูกค้าให้กองทุน
“จะทำให้ผู้ที่มีแผนป้องกันดี หรือในพื้นที่ที่ความเสี่ยงต่ำ ซื้อประกันภัยพิบัติได้ในราคาที่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริง และมีความเป็นธรรมต่อเขา เพราะราคาเบี้ยที่กองทุนกำหนดขึ้นนั้น มาจากราคาถัวเฉลี่ยทั่วประเทศ ทางกองทุนจึงเปิดช่องไว้ให้” จีรพันธ์ กล่าว
จีรพันธ์ กล่าวว่า การที่บริษัทประกันภัยขายประกันภัยพิบัติได้ต่ำกว่าราคาที่กองทุนกำหนด ไม่ได้ทำให้กองทุนเสียลูกค้าหรือเสียประโยชน์ เพราะกองทุนจัดตั้งขึ้นมาเพื่อไม่ได้แสวงหาผลกำไร แต่ตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาชนสามารถหาประกันที่ราคาถูก
ทั้งนี้ ณ กลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้สนใจมาซื้อประกันประมาณ 2 หมื่นกรมธรรม์ คิดเป็นทุนประกันประมาณ 3,000 ล้านบาท เป็นเบี้ยประกันภัยประมาณ 18 ล้านบาท
สำหรับแนวทางปฏิบัติในการรับประกันภัยพิบัติใหม่นี้ นอกจากประชาชนจะมีความหยืดหยุ่นมากขึ้นแล้ว ทางบริษัทประกันภัยยังมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ขณะที่กองทุนจะมีเบี้ยประกันภัยเข้ามา และมีสถิติในการดำเนินการต่อไปในอนาคต จากที่ผ่านมาเป็นแค่แผนงาน







