
สำรวจร้านค้าถูกใจสินค้าไม่มาตามนัด
แม้ว่าจะผ่านมากว่า 2 เดือน แต่ร้านถูกใจภายใต้โครงการโชห่วยช่วยชาติ ที่รัฐบาลใช้งบประมาณอุดหนุน 1,320 ล้านบาท ยังคงมีปัญหาของความล่าช้าในการจัดส่งสินค้าไปให้ร้านค้า
แม้ว่าจะผ่านมากว่า 2 เดือน แต่ร้านถูกใจภายใต้โครงการโชห่วยช่วยชาติ ที่รัฐบาลใช้งบประมาณอุดหนุน 1,320 ล้านบาท ยังคงมีปัญหาของความล่าช้าในการจัดส่งสินค้าไปให้ร้านค้า
โพสต์ทูเดย์ จึงได้ลงพื้นที่สำรวจร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการร้านถูกใจในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการร้านถูกใจต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า การสั่งซื้อสินค้ารอบ 2 หลังจากที่เปิดตัวร้านถูกใจ และกระทรวงพาณิชย์นำสินค้า 20 ชนิดมาให้จำหน่ายในรอบแรก ซึ่งผ่านมาแล้ว 2 สัปดาห์ ก็ยังไม่ได้รับสินค้าที่สั่งซื้อจากไปรษณีย์ไทยที่อยู่ในพื้นที่จัดส่งสินค้า
เมื่อสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ของกรมการค้าภายใน หรือค้าภายในจังหวัดที่มาตรวจสอบร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเป็นประจำทุกวัน ถึงความล่าช้าในการจัดส่งสินค้ากลับได้รับแจ้งว่า ยังไม่ทราบว่าจะจัดส่งสินค้าให้ได้เมื่อไหร่ เพราะอยู่ระหว่างการประสานงานกับไปรษณีย์ไทยอยู่
ปัญหาดังกล่าวทำให้ชั้นวางสินค้าที่กรมการค้าภายในจัดส่งมาให้กับร้านค้าเพื่อไว้ใช้ขายสินค้าภายใต้โครงการร้านถูกใจมีแต่ความว่างเปล่า และยังพบว่าสินค้าที่จำหน่ายใน 20 ชนิด บางชนิด เช่น สบู่ ยาสีฟัน มีราคาต่ำกว่าห้างค้าปลีก (โมเดิร์นเทรด) เพียงแค่ 12 บาทเท่านั้น
สินค้าที่ขายดีจะเป็นสินค้าที่รัฐบาลอุดหนุนราคาให้ เช่น ข้าวสารบรรจุถุง (5 กก.) ขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ซึ่งเป็นการนำข้าวในสต๊อกรัฐบาลมาบรรจุถุงและจำหน่ายให้ประชาชนในราคาถูก ทำให้มีราคาต่ำกว่าข้าวสารบรรจุถุงในตลาดมาก
ขณะที่น้ำตาลทรายขนาด 1 กก. ที่รัฐบาลแทรกแซงราคาให้จำหน่ายในราคาถุงละ 23 บาท ต่ำกว่าราคาท้องตลาดขณะนี้ที่น้ำตาลทรายถุง 1 กก. จำหน่ายในราคา 2527 บาท สูงกว่าราคาเพดานที่กรมการค้าภายในกำหนดให้จำหน่ายไม่เกิน 23.50 บาท/ถุง น้ำมันพืชปาล์มบรรจุขวดเป็นสินค้าอีกชนิดที่จำหน่ายได้ดี เพราะสถานการณ์น้ำมันปาล์มขวดในตลาดเริ่มตึงตัว รัฐบาลได้อุดหนุนให้มีการจำหน่ายในราคาขวดละ 41 บาท ต่ำกว่าราคาเพดานที่ให้จำหน่ายขวดละไม่เกิน 42 บาท
ไพฑูรย์ มินตรา เจ้าของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการร้านถูกใจ ต.ขนอนหลวง อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์ ว่า ได้เปิดขายสินค้าที่อยู่ในโครงการร้านถูกใจมาตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. สินค้าที่ได้รับจากกรมการค้าภายในรอบแรกมีครบ 20 ชนิด นำมาจัดส่งให้ขายก่อน
วันแรกที่เปิดขายนั้น มีสินค้าขายดีและจำหน่ายหมดภายในวันเดียว คือ ข้าวสารบรรจุถุงขององค์การคลังสินค้า (อคส.) จำหน่ายถุงละ 70 บาท และน้ำมันปาล์มขวดยี่ห้อมรกต จำหน่ายขวดละ 41 บาท และน้ำตาลทรายจำหน่ายถุงละ 23 บาท
หลังจากนั้นไม่นาน กรมจึงจัดส่งชั้นวางสินค้าพร้อมป้ายร้านถูกใจมาให้ แต่ก็ไม่มีสินค้ามาวางในชั้นวาง เนื่องจากได้สั่งซื้อสินค้าที่ขายหมดไปกับไปรษณีย์ในพื้นที่ ซึ่งผ่านมาแล้ว 2 สัปดาห์ ก็ยังไม่ได้รับสินค้าจัดส่งมาให้แต่อย่างใด เมื่อสอบถามสาเหตุไปยังไปรษณีย์ก็บอกว่า ยังไม่ได้รับสินค้าที่สั่งซื้อจากกรมการค้าภายใน
ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ของกรมการค้าภายในที่มาตรวจสอบร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าจะจัดส่งสินค้ามาให้เมื่อไหร่
ไพฑูรย์ กล่าวว่า การจัดส่งสินค้าที่ล่าช้า ทำให้เสียโอกาสในการขายสินค้า เพราะมีลูกค้าในชุมชนมาสอบถามถึงสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวันจำนวนมาก ทั้งข้าวสาร น้ำมันพืช ว่าจะมีสินค้ามาขายให้ได้เมื่อไหร่ จึงอยากให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ไม่ควรจัดส่งสินค้าล่าช้าเกิน 1 สัปดาห์ ในส่วนตัวมองว่าร้านถูกใจเป็นโครงการดี เนื่องจากมีส่วนช่วยทำให้ชุมชนได้ซื้อสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด ถือเป็นการช่วยค่าครองชีพของคนในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หลังปลายปีที่ผ่านมาต้องประสบภัยน้ำท่วมทั้งจังหวัด
แม้ว่าการขายสินค้าในโครงการร้านถูกใจ ตนจะได้กำไรน้อย หรือกำไรชิ้นละ 12 บาทเท่านั้น เพราะต้องขายในราคาตามเกณฑ์ที่รัฐกำหนด แต่ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือชุมชนของตนเอง และมองว่าหากสินค้ามีจัดวางเต็มชั้นจะยิ่งดึงดูดให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าในร้านมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่โครงการสิ้นสุดเดือน ก.ย.นี้ อาจมีการจัดเก็บค่าขนส่ง ก็ต้องดูว่ามีการเก็บค่าขนส่งเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ เปรียบเทียบกับกำไรที่ได้มาคุ้มค่าหรือไม่ โดยเป็นปัจจัยที่จะตัดสินใจว่าจะร่วมโครงการต่อหรือไม่ ส่วนวันที่ 16 ก.ค. ที่จะมีการปฐมนิเทศผู้เข้าร่วมร้านค้าถูกใจที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี คงไม่เดินทางเข้าร่วม เพราะต้องเปิดหน้าร้านขายสินค้า
ด้าน ปัทมา สพเสถียร เจ้าของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการร้านถูกใจในพื้นที่ ต.บางกระสั้น หมู่ 4 อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ได้เปิดขายสินค้าร้านถูกใจตั้งแต่ช่วงกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา สินค้าที่ได้รับมาขายทั้ง 20 ชนิด นำมาจัดขายในชั้นวางของร้านตนเองก่อน หลังจากนั้นวันที่ 2 ก.ค. จึงมีเจ้าหน้าที่รัฐจัดส่งชั้นวางมาให้ขายสินค้า แต่ก็ไม่มีสินค้าวางขาย เนื่องจากสินค้ารอบแรกที่ได้รับการจัดส่งมาเพียงเล็กน้อยได้ขายหมดไปแล้ว จึงได้สั่งซื้อสินค้ารอบใหม่กับทางไปรษณีย์ไทย แต่ผ่านมาสัปดาห์กว่ายังไม่ได้รับสินค้าจัดส่งมาให้
เมื่อได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ของทางไปรษณีย์ ที่ต้องขี่รถจักรยานยนต์มาส่งสินค้าให้ ได้แจ้งว่าการจัดส่งสินค้าขณะนี้กำลังมีปัญหา เพราะไม่ทราบว่าไปรษณีย์ไทย หรือกรมการค้าภายในจะเป็นผู้จัดส่ง
นอกจากนี้ ยังได้สอบถามเจ้าหน้าที่กรมการค้าภายในก็ได้รับคำตอบเช่นเดียวกัน คือ ไม่ทราบว่าสินค้าจะถูกจัดส่งมาให้เมื่อไหร่ ทำให้ไม่มีสินค้ามาขายให้กับลูกค้า ซึ่งเข้ามาสอบถามสินค้าประเภทข้าวสาร น้ำมันพืชจำนวนมาก เพราะมีราคาต่ำกว่าท้องตลาดอยู่เยอะ ส่วนสินค้าชนิดอื่นราคาห่างจากท้องตลาดประมาณ 1 บาทเท่านั้น ซึ่งลูกค้าก็มีทางเลือกไปซื้อในช่องทางอื่นได้
โพสต์ทูเดย์ยังได้ลงพื้นที่สำรวจร้านค้าที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการในพื้นที่บางปะอิน พบว่าสาเหตุที่ไม่ร่วม เพราะหาซื้อสินค้าราคาถูกจากห้างค้าปลีกมาจำหน่ายให้กับลูกค้าได้เองราคาห่างกันแค่ 12 บาท เมื่อนำมาบวกกำไรราคาก็เพิ่มอีก 12 บาท แต่ยอมรับว่ามีสินค้าบางชนิดที่ร้านถูกใจขายถูกกว่า คือ น้ำตาลทราย 23 บาท แต่ที่ร้านรับมา 25 บาท ต้องขาย 27 บาท







