posttoday
"หลี่หนิง" ขอวเลาปรับตัว

"หลี่หนิง" ขอวเลาปรับตัว

16 กรกฎาคม 2555

นักลงทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศเริ่มเป็นเรื่องที่คุ้นหูในการทำธุรกิจในปัจจุบัน ทั้งรัฐบาลและภาคธุรกิจเอง ก็เริ่มที่จะตระหนักและให้ความสนใจที่จะออกไปทำธุรกิจนอกประเทศ เนื่องจากสถานการณ์การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นตัวผลักดันให้การทำธุรกิจจำเป็นต้องออกไปนอกพรมแดน เพื่อแสวงหา แบ่งปันวัตถุดิบ และตลาดซึ่งกันและกัน

นักลงทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศเริ่มเป็นเรื่องที่คุ้นหูในการทำธุรกิจในปัจจุบัน ทั้งรัฐบาลและภาคธุรกิจเอง ก็เริ่มที่จะตระหนักและให้ความสนใจที่จะออกไปทำธุรกิจนอกประเทศ เนื่องจากสถานการณ์การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นตัวผลักดันให้การทำธุรกิจจำเป็นต้องออกไปนอกพรมแดน เพื่อแสวงหา แบ่งปันวัตถุดิบ และตลาดซึ่งกันและกัน

ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมองหาแหล่งการลงทุนใหม่ๆ นักลงทุนไทยมีความพร้อมและเตรียมตัวที่จะย้ายฐานการผลิตออกไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านแล้วหรือยัง จากการพานักลงทุนไทยออกไปสำรวจตลาดต่างประเทศ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จึงทำให้รู้ว่านักธุรกิจไทยให้ความสนใจต่อการไปลงทุนต่างประเทศอย่างมากไม่แพ้ชาติอื่นๆ ในอาเซียน

โชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า การลงทุนของนักลงทุนไทยออกไปยังต่างประเทศ ขณะนี้มีนักธุรกิจให้ความสนใจมากขึ้นกว่าเดิมมาก ส่วนใหญ่เป็นการเข้าไปศึกษาลู่ทางการลงทุนและหาช่องทางการตลาด แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าไปลงทุนอย่างจริงจัง เนื่องจากหลายบริษัทยังไม่แน่ใจ และต้องหาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนที่จะเข้าไปลงทุน

"หลี่หนิง" ขอวเลาปรับตัว

 

สาเหตุที่นักลงทุนเริ่มสนใจที่จะออกไปหาตลาดและแหล่งการลงทุนใหม่ เนื่องจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ใกล้เข้ามาทุกที การออกไปศึกษาการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนแต่เริ่มแรก ย่อมได้เปรียบกว่าการเข้าไปทีหลัง โดยเฉพาะในประเทศพม่า ที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างมาก เพราะเป็นประเทศที่มีศักยภาพ มีทรัพยากรสมบูรณ์ แม้ในเรื่องการวางโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมก็ตาม

ขณะเดียวกันสถานการณ์ภายในประเทศก็มีปัจจัยกดดันให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา ที่นักธุรกิจส่วนใหญ่จะประสบปัญหาปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งจากการศึกษาของกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม (เมติ) ของประเทศญี่ปุ่น เคยได้ศึกษาสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจในประเทศญี่ปุ่น พบว่าปัจจัยหลักที่ผลักดันให้นักลงทุนญี่ปุ่นจำเป็นต้องออกไปทำธุรกิจนอกประเทศ มาจากปัญหาปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้น จนผู้ประกอบการต้องออกไปหาแหล่งการผลิตที่สามารถให้ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยกำลังเจอกับสถานการณ์เดียวกับญี่ปุ่นในอดีต โดยการปรับตัวกับสถานการณ์นี้มีอยู่ 3 ทางออก คือ เอาเครื่องจักรมาใช้ ไปลงทุนต่างประเทศ และเลิกกิจการ

 

ประเทศเป้าหมายที่นักลงทุนต้องการเข้าไปลงทุน ส่วนใหญ่จะเลือกประเทศที่มีตลาดในประเทศใหญ่ มีแรงงานมาก มีทรัพยากรหรือวัตถุดิบ ซึ่งในปัจจุบันก็คือประเทศพม่า แม้ว่าตอนนี้ตลาดพม่าจะยังไม่ใหญ่มาก แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะขยายตัวได้ การเข้าไปทำธุรกิจในพม่าก่อนจึงจะมีความได้เปรียบ ส่วนเวียดนามเป็นประเทศที่มีตลาดใหญ่มีประชากรกว่า 80 ล้านคน และมีทรัพยากร ขณะที่อินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่ที่มีอัตราการขยายตัวสูง ประเทศดังกล่าวจึงเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนไทยที่จะเข้าไปลงทุน

กลุ่มประเทศแอฟริกาก็เป็นเป้าหมายที่น่าสนใจของนักลงทุนไทยเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีความเจริญ มีการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ประชากรสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และคุ้นเคยกับการทำธุรกิจกับทางตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป ทำให้การเข้าไปลงทุนในแอฟริกาไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งจากการนำนักธุรกิจไทยไปสำรวจลู่ทางการลงทุน บางคนแทบไม่เชื่อว่าแอฟริกามีความเจริญมาก

นอกจากนี้ ประเทศในกลุ่มแอฟริกายังเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าขนาดใหญ่ไปหลายภูมิภาค เช่น ประเทศนามิเบีย มีความพร้อมในด้านนิคมอุตสาหกรรมท่าเรืออย่างมาก เพราะเป็นเมืองกระจายสินค้าไปในหลายภูมิภาค สามารถเป็นฐานการผลิตที่ดีได้ รวมทั้งยังมีประเทศเคนยา เอธิโอเปีย ไนจีเรีย กานา เป็นต้น ซึ่งการพิจารณาเข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศแอฟริกาคงต้องขึ้นอยู่กับว่าสินค้าที่ผู้ประกอบการผลิตนั้นมีตลาดเป้าหมายอยู่ที่ไหน เพราะค่อนข้างไกลจากเมืองไทย แต่ก็ถือเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการจะเข้าไปลงทุนได้

อย่างไรก็ตาม การที่นักลงทุนไทยยังไม่กล้าที่จะเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ เนื่องจากยังมีข้อกังวลในเรื่องความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ เช่น เรื่องกฎระเบียบ กฎหมาย ที่เป็นความเสี่ยง ทำให้เกิดความกังวลไม่กล้าที่จะออกไป ส่วนเรื่องการเงินจากการสอบถามกับผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะหากโครงการดี ธนาคารย่อมปล่อยกู้ให้ เพียงแต่ธนาคารก็จะใส่ใจเรื่องการจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจมาก หากผู้ประกอบการสามารถวางแผนที่ดีได้เรื่องแหล่งเงินทุนก็คงไม่มีปัญหา

“ขณะนี้ผู้ประกอบการเริ่มออกไปศึกษาตลาด ศึกษาแหล่งลงทุน เป็นจำนวนมาก แต่หากจะลงทุนจริงคงต้องใช้เวลา เหมือนที่ญี่ปุ่นให้เวลาศึกษาการออกไปลงทุนนอกประเทศเป็น 10 ปี กว่าที่จะออกมาลงทุนจริง นอกจากเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินและมีแผนขยายตลาดไปต่างประเทศอยู่แล้ว แต่ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่นักลงทุนไทยมีการเตรียมความพร้อม” โชคดี กล่าว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน