posttoday
บี้รัฐช่วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หั่นภาษีต้านพิษเศรษฐกิจยุโรป

บี้รัฐช่วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หั่นภาษีต้านพิษเศรษฐกิจยุโรป

12 กรกฎาคม 2555

ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศยุโรปขณะนี้ ดูเหมือนว่ายังไม่มีวี่แววที่จะจบลงง่ายๆ

ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศยุโรปขณะนี้ ดูเหมือนว่ายังไม่มีวี่แววที่จะจบลงง่ายๆ

ตรงกันข้ามนับวันจะยิ่งลุกลามขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น จนภาคเอกชนต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ปีนี้ส่งออกคงเหนื่อยและยากที่จะได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 15% แน่นอน ดังนั้นทางสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จึงได้จัดเสวนาเรื่อง “ทางรอดส่งออกไทยภายใต้วิกฤตอียู” ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะทางรอดภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คาดว่า กว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศยุโรปจะฟื้นตัวได้ ก็น่าจะช่วงไตรมาส 4 ของปี 2556 ซึ่งจะทำให้ยอดการส่งออกของไทยในปีนี้อาจไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 15% เพราะถ้าจะให้ได้ตามเป้าการส่งออกไทยที่เหลือจากนี้จะต้องโตไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15% แต่หากภายใน 2 เดือนนี้มีมาตรการแก้ปัญหาส่งออกที่ชัดเจนออกมา ก็น่าจะช่วยดันให้ภาพรวมยอดส่งออกปีนี้โต 10% ขึ้นไปได้

กระนั้น ถือว่ายังพอมีข่าวดีพอให้ชื้นใจได้บ้าง เมื่อล่าสุดทางกลุ่มประเทศยุโรปมีมาตรการใส่เงินก้อนหนึ่งเข้าไปกระตุ้นกำลังซื้อในระบบ โดยที่เงินก้อนนี้ไม่ได้นับรวมอยู่ในหนี้สาธารณะ เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพรวมตลาดโลกมากนัก โดยเฉพาะตลาดสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งก็ทำให้ปัญหาชะลอและตลาดเบาใจไปได้ระดับหนึ่ง

บี้รัฐช่วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หั่นภาษีต้านพิษเศรษฐกิจยุโรป

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนเห็นว่าทางรอดส่งออกไทยภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจยุโรปนี้ก็คือ ภาครัฐจะต้องช่วยหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการส่งออกที่เป็นเอสเอ็มอี พิจารณาแก้ไขกฎระเบียบภาษีต่างๆ ที่ไม่เอื้อต่อการส่งออกให้ขั้นตอนกระชับขึ้น และรัฐบาลต้องเร่งผลักดันการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอไทยยุโรป) ให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะมีแนวโน้มที่สินค้าไทยหลายรายการจะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) จากยุโรปในปี 2556

ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าไปกลุ่มประเทศยุโรปมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 11% มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-พ.ค. 2555) การส่งออกไปกลุ่มประเทศยุโรปติดลบถึง 11.4% ขณะที่ตลาดอื่น เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น จีน และอาเซียน แม้ว่าจะยังไม่ถึงขั้นติดลบ แต่ก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน เพราะตลาดเหล่านี้ก็ล้วนได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปเช่นกัน

สอดคล้องกับความเห็นของ สมพร จิตเป็นธม รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ที่เห็นว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศยุโรปครั้งนี้มีความรุนแรงและแก้ไขปัญหาได้ยากกว่าเมื่อเทียบกับวิกฤตหนี้เสียของสหรัฐ (วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงปี 2552 ที่ผ่านมา เพราะวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เกิดจากหนี้เสียจากภาคเอกชน แต่วิกฤตเศรษฐกิจยุโรปเป็นหนี้เสียที่เกิดจากรัฐบาลเอง และการที่มีการรวมกลุ่มใช้เงินสกุลเดียวกัน ก็ยิ่งทำให้การแก้ปัญหาทำได้ยาก เพราะจะกระทบกันหมดเป็นลูกโซ่ จึงทำให้มาตรการทางการเงินใช้ไม่ได้ ขณะที่มาตรการทางการคลังก็ไม่มี

ขณะเดียวกันก็มีความเป็นห่วงว่า การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแผนที่จะทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3 (คิวอี 3) ออกมานั้น จะทำให้กระแสเงินไหลเข้ามาในประเทศแถบเอเชียมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาคนี้แข็งค่าขึ้น หากเป็นเช่นนั้น เท่ากับว่าส่งออกของไทยปีนี้จะเจอปัญหาหนัก

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาฮ่องกงและสิงคโปร์ เพราะเป็น 2 ประเทศที่พึ่งพาตลาดในยุโรปเป็นจำนวนมาก หากได้รับผลกระทบจะส่งผลโดยตรงต่อเอเชีย โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยอย่าง สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ อิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา และสิ่งทอ

ทางรอดส่งออกไทยในมุมของสถาบันการเงินนั้น เห็นว่าผู้ประกอบการส่งออกจะต้องมองหาตลาดใหม่ที่ยังเติบโตอยู่มาทดแทน ปรับรูปแบบสินค้าให้สอดคล้องกับภาวะตลาด เช่น ปรับไซส์ให้เล็กลงแต่ราคาเท่าเดิม เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ทำประกันความเสี่ยงส่งออก ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และบริหารจัดการต้นทุนสินค้าให้มีประสิทธิภาพ หาแหล่งวัตถุดิบใหม่ที่ต้นทุนต่ำ

อย่างไรก็ดี เอ็กซิมแบงก์ได้มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าทั้งในเรื่องประเมินความเสี่ยงผู้ซื้อและธนาคารของผู้ซื้อในต่างประเทศ การให้สินเชื่อสกุลเงินต่างประเทศเพื่อประกันความเสี่ยงค่าเงิน ลดค่าเบี้ยประกัน ผ่อนปรนดอกเบี้ยผิดนัดชำระจาก 18% เหลือ 12% นาน 90 วัน ให้ลูกค้าที่ส่งออกไปยุโรป

ขณะที่ผู้ประกอบการส่งออกเองที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกอย่าง สมชาย พรจินดารักษ์ นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับแห่งประเทศไทย กล่าวว่า 5 เดือนแรกปีนี้ ภาพรวมส่งออกอัญมณีไปยุโรปติดลบ 17.4% มูลค่าลดลงมาอยู่ที่ 4,573 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปีก่อนอยู่ที่ 5,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ส่วนแบ่งตลาดโลกลดลงเหลือ 2.6% จากเดิม 3% จึงอยากให้รัฐเปิดเสรีการค้าในงานแสดงสินค้าอัญมณีของไทย

ตลอดจนสนับสนุนให้มีการจัดงานแฟร์ในประเทศถี่ขึ้น เพราะมีต้นทุนต่ำกว่าการไปโรดโชว์ต่างประเทศ รวมถึงลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 0% ถาวรสำหรับนำเข้าพลอยดิบ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ช่วยสร้างบรรยากาศการค้า และหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ส่งออกรายย่อยที่ไม่สามารถเก็บเงินจากลูกค้าได้

ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ ผู้ประกอบการเองก็มีการปรับตัวด้วยการลดต้นทุน หานวัตกรรมใหม่ๆ มาใส่ในสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยยังได้จับมือกับผู้ประกอบการอุตสาห กรรมสิ่งทอของอินโดนีเซียในการทำตลาดร่วมกัน ภายใต้ชื่อ อาเซียนโปรดักต์ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและให้สินค้าถึงมือผู้ซื้อเร็วที่สุด โดยที่ไม่ต้องแย่งตลาดกันเอง

อีกเวทีงานสัมมนา “ทิศทางและการรับมือกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป” จัดโดยธนาคารไทยพาณิชย์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. คาดว่า ภายในสัปดาห์หน้า 6 คณะทำงานเพื่อแก้ปัญหาการส่งออกจะเริ่มประชุมเพื่อเดินหน้าตามแผนได้ เบื้องต้น ส.อ.ท.จะเสนอปัญหาส่งออกที่ควรได้รับการแก้ไขโดยด่วน ทั้งปัญหาที่เคยเสนอแล้วและปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นรวมกว่า 30 เรื่อง เช่น ขอเว้นภาษี ณ หักที่จ่าย 3% ขอลดหย่อนภาษีสำหรับการเดินทางไปติดต่อค้าขายต่างประเทศ เป็นต้น

วัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มได้รับผลกระทบจากลูกค้าในยุโรปที่เริ่มหาซื้อสินค้าราคาถูกลง จากเวียดนาม กัมพูชา จีน และบังกลาเทศ ดังนั้นปีหน้าจะทำให้ไทยจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีค่าจ้างที่ถูกกว่าและมีแรงงานเพียงพอ รวมถึงยังได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรที่ประเทศพัฒนาแล้วให้กับประเทศกำลังพัฒนา (จีเอสพี)

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน