
ความท้าทายของไทย
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “วิกฤตระบบการเงิน และอนาคตของธนาคารพาณิชย์ของโลกกับเอเชียจะไปอย่างไร (Financial Crises the Future of Global & Asian Banking)” ในงาน “Asia in Transformation, Sasin Bangkok Forum 2012” ว่า ในภาวะที่ภาคธนาคารพาณิชย์ในประเทศตะวันตกอ่อนแอ ทำให้ลดการปล่อยกู้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ลง เพราะยังมีปัญหาเศรษฐกิจของตัวเอง ภาคธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียจะเข้ามามีบทบาททดแทนได้แค่ไหนนั้น
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “วิกฤตระบบการเงิน และอนาคตของธนาคารพาณิชย์ของโลกกับเอเชียจะไปอย่างไร (Financial Crises the Future of Global & Asian Banking)” ในงาน “Asia in Transformation, Sasin Bangkok Forum 2012” ว่า ในภาวะที่ภาคธนาคารพาณิชย์ในประเทศตะวันตกอ่อนแอ ทำให้ลดการปล่อยกู้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ลง เพราะยังมีปัญหาเศรษฐกิจของตัวเอง ภาคธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียจะเข้ามามีบทบาททดแทนได้แค่ไหนนั้น
ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ในอาเซียนเริ่มเข้ามามีบทบาทปล่อยกู้ทดแทนส่วนนี้มากขึ้นแล้ว เช่น ธนาคารหลายแห่งเพิ่มน้ำหนักในการปล่อยกู้เพื่อช่วยลูกค้าตัวเองในการออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น เป็นต้น
ส่วนจะทดแทนได้ดีแค่ไหนต้องติดตามดู เนื่องจากธนาคารในภูมิภาคเอเชียอาจจะยังไม่ถนัดในการให้กู้แก่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ให้กู้นานอย่างธนาคารในยุโรป
“ความสามารถที่ธนาคารในเอเชียจะมาปล่อยกู้แทนธนาคารยุโรปในธุรกิจแบงก์ พื้นๆ คงทำได้อยู่แล้ว แต่การปล่อยกู้ธุรกิจโครงการใหญ่ๆ ที่ให้กู้ระยะยาว ซึ่งธนาคารยุโรปถนัดกว่าธนาคารในเอเชียเราจะเข้ามามีบทบาทให้กู้ทดแทนได้แค่ไหน ถือเป็นบทบาทที่ท้าทาย เพราะประเทศในเอเชียเรามีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมาก และมักใช้เวลานาน เช่น โครงการโรงไฟฟ้าของลาว พวกนี้กว่าจะได้ผลตอบแทนคุ้มทุนอาจจะใช้เวลาเป็น 10 ปี ซึ่งแบงก์ในเอเชียเราส่วนใหญ่ไม่ถนัด เพราะรับเงินฝากระยะสั้น การปล่อยกู้ยาวอาจจะไม่ถนัด แต่แบงก์ในยุโรปปล่อยกู้พวกนี้เยอะกว่า เชี่ยวชาญกว่า แต่เข้าใจว่าธนาคารในเอเชียก็พยายามพัฒนาตัวเองอยู่พอสมควร ต้องตามดูว่าเราจะปรับบทตัวเองให้ทำเรื่องพวกนี้ได้แค่ไหน เชื่อว่าแบงก์ส่วนใหญ่น่าเริ่มกันแล้ว” ประสาร กล่าว
สำหรับอนาคตของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยและเอเชียในช่วงนี้คงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักใน 3 ด้าน คือ
1.ภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังมีปัญหาและเปราะบาง ซึ่งน่าจะมีอิทธิพลต่อระบบธนาคารพาณิชย์ในอนาคต และธนาคารพาณิชย์ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย ฯลฯ ก็พยายามเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นแทนธนาคารจากยุโรป แต่สุดท้ายปัญหาในยุโรปก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เพราะการแก้ปัญหาของตะวันตกมีการดำเนินการที่ออกนอกตำราหลายอย่าง เช่น การอัดฉีดเงินเข้าไปเพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง แต่ทำให้มีผลข้างเคียง ส่งผลให้เงินทุนมากมายเข้ามาในระบบเศรษฐกิจอื่นๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบของธนาคารพาณิชย์ในไทยและเอเชียด้วย
2.ความพยายามที่จะปฏิรูปข้อกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ ทั้งในระดับสากลและระดับประเทศในช่วงนี้ในหลายเรื่อง เช่น เกณฑ์บาเซิล 3 ที่ให้เพิ่มสภาพคล่องของธนาคาร หรือ ดอดด์แฟรงก์ ของสหรัฐ ที่ห้ามเข้าซื้อขายในบัญชีตัวเองในตลาดพันธบัตร เป็นต้น
ปัญหา คือ ระบบการเงินของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน และหลายอย่างไม่เหมาะสมกับธนาคารพาณิชย์ในเอเชีย เพราะธนาคารในเอเชียและไทยที่มีสภาพคล่องและทุนสูง ต่างจากธนาคารในยุโรปที่อ่อนแอมีปัญหาเรื่องทุนและสภาพคล่อง ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังอยู่ระหว่างหารือและแก้ไขกันอยู่ เพราะถ้าให้สถาบันการเงินในไทยและเอเชียต้องทำตามมาตรฐานเหล่านี้อาจจะกระทบได้ เช่น ทำให้การปล่อยสินเชื่อการค้าอาจจะลดลง และส่งผลต่ออัตราการเติบโตของประเทศเราด้วย
3.บทบาทของเอเชียในวันข้างหน้า ที่จะเผชิญกับความท้าทายของตัวเอง ที่ประเทศสมาชิกมีความแตกต่างกันทางโครงสร้างการพัฒนา เช่น ญี่ปุ่น ก็มีการพัฒนาไปมาก ส่วนประเทศอื่นๆ ยังต้องพัฒนาอีกมาก ต้องมีการพัฒนาปรับปรุงและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาระบบการเงินอีกมาก ซึ่งต้องติดตามดูว่าสถาบันการเงินไทยจะปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้มากแค่ไหน
ประสาร กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนไทย รวมทั้งคนไทยจำนวนมาก กำลังติดตามความเสี่ยงทางการเมืองในประเทศไทยที่มีเพิ่มขึ้น หลังมีคำร้องในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสินเรื่องนี้ในวันที่ 13 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งยอมรับว่าหากสถานการณ์การเมืองมีความรุนแรง หรือมีความเสี่ยงมากขึ้น จะกระทบต่อการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไทย รวมถึงการลงทุนของนักลงทุนไทยเอง ซึ่งอาจจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปได้
“ปัจจัยการเมืองกลับมาเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ดังนั้น จึงอยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันดูแลในเรื่องนี้ว่า ทำอย่างไรถึงจะดีต่อประเทศชาติ เพราะการเมืองในประเทศที่มีความอ่อนไหวมากขึ้นเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างประเทศจับตาอยู่ และเป็นปัจจัยที่จะทำให้ตัดสินใจหรือไม่ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยในช่วงต่อไปได้” ประสาร กล่าว
ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาแม้ว่าสถานการณ์วิกฤตในสหภาพยุโรปยังคงผันผวน แต่สุทธินักลงทุนต่างชาติยังมองว่าผลตอบแทนในไทยน้อยกว่าความเสี่ยง ทำให้ยังมีไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยสุทธิ ถึงแม้ว่าจะไม่มากเหมือนในช่วง 2 ปีก่อน โดยสินทรัพย์ที่นักลงทุนต่างชาติยังเข้ามาลงทุนส่วนใหญ่เป็นตลาดตราสารหนี้ ซึ่งในขณะนี้มีสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติถือพันธบัตรและตราสารหนี้ของไทยอยู่ไม่มากประมาณ 89% ของสัดส่วนตลาดรวม
“ในช่วงต่อไปหากไม่มีสถานการณ์อะไรที่มีความเสี่ยงมากในประเทศ นักลงทุนต่างชาติน่าจะเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อเศรษฐกิจยุโรปและสหรัฐเกิดปัญหาเขาจะต้องกระจายการลงทุนไปยังประเทศอื่นที่ได้ผลตอบแทนมากกว่า และภาวะเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี” ประสาร กล่าว
ประสาร กล่าวด้วยว่า การรับมือผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกนั้น ประเทศเรายังมีพร้อมทั้งช่องว่างของนโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง ที่จะใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ในขณะที่รัฐบาลของยุโรปและสหรัฐไม่มีกระสุนในเรื่องนโยบายการคลังแล้ว จึงเน้นไปที่การลดดอกเบี้ยหรือการใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในวัฏจักรขาลง ดังนั้นทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประเทศไทยจึงไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามเศรษฐกิจโลกที่จะต้องเป็นขาลงทันที เพราะเราจะต้องดูตามสถานการณ์ของประเทศไทยเป็นหลัก
“ในขณะนี้เศรษฐกิจประเทศไทยอยู่คนละวัฏจักรกับเขา เรายังขยายตัวได้ดี ทุนสำรองทางการระหว่างประเทศก็มีอยู่ในระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดก็เกินดุล ดอกเบี้ยนโยบายจึงจะดูแลเสถียรภาพเป็นหลัก และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยตามความจำเป็น ซึ่งหากดูประเทศที่มีเศรษฐกิจใกล้เคียงกันอย่างมาเลเซีย หรือเกาหลีใต้ นโยบายอัตราดอกเบี้ยของเราก็ยังเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยอยู่” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว







