posttoday
เอสเอ็มอีไทยเก่งการค้าปานกลาง

เอสเอ็มอีไทยเก่งการค้าปานกลาง

15 มีนาคม 2553

เอสเอ็มอีไทยติดอันดับ 50 ของโลก

ความสามารถด้านการค้าระหว่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ ในการสร้างความสามารถทางการแข่งขัน และเป็นสิ่งบ่งบอกถึงโอกาสในการขยายตัวของสภาวะเศรษฐกิจ

World Economic Form: WEF ได้จัดทำรายงาน The Global Enabling Trade Report 2009 ซึ่งเป็นการสำรวจเกี่ยวกับสถิติด้านการค้าของแต่ละประเทศในโลกจำนวน 121 ประเทศ ที่เกิดขึ้นในปี 2009 โดยผลสำรวจซึ่งแสดงดัชนีภาคการค้า เพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพด้านต่างๆ ที่ส่งผลต่อการค้าของแต่ละประเทศ

จากผลสำรวจพบว่า ค่าดัชนีการค้าของประเทศไทยเท่ากับ 4.18 หรืออยู่ในอันดับที่ 50 จากประเทศที่ทำการสำรวจ 121 ประเทศ หรืออาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีความสามารถด้านการค้าอยู่ในระดับปานกลาง

ความสามารถด้านการค้าระหว่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ ในการสร้างความสามารถทางการแข่งขัน และเป็นสิ่งบ่งบอกถึงโอกาสในการขยายตัวของสภาวะเศรษฐกิจ และเป็นภาคธุรกิจสำคัญที่สร้างรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นในประเทศ

Word Economic Form: WEF ได้จัดทำรายงาน The Global Enabling Trade Report 2009 ซึ่งเป็นการสำรวจเกี่ยวกับสถิติด้านการค้าของแต่ละประเทศในโลกจำนวน 121 ประเทศ ที่เกิดขึ้นในปี 2009 โดยผลสำรวจซึ่งแสดงดัชนีภาคการค้า (The Enable Trade Index) เพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพด้านต่างๆ ที่ส่งผลต่อการค้าของแต่ละประเทศ ซึ่งค่าดัชนีการค้าของประเทศไทยมีค่าดัชนีเท่ากับ 4.18 หรืออยู่ในอันดับที่ 50 จากประเทศที่ทำการสำรวจจำนวน 121 ประเทศ หรืออาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีความสามารถด้านการค้าอยู่ในระดับปานกลาง

สำหรับประเทศที่มีค่าดัชนีการค้าอยู่ในอันดับที่ 1 คือ สิงคโปร์ 5.97 และอันดับที่ 2 คือ ฮ่องกง 5.57 โดยจีนอยู่อันดับที่ 49 ที่ 4.19ซึ่งอยู่เหนือประเทศไทยไปเพียงอันดับเดียว

เท่านั้น

หรือถ้าพิจารณาเฉพาะประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มประเทศในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ประเทศไทยจะเป็นรองเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซียเท่านั้น แต่เป็นที่น่าเสียดายที่รายงานการสำรวจนี้ ไม่มีการสำรวจภาคการค้าในประเทศ บรูไน พม่า และ ลาว ซึ่งเป็นอีก 3 ประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะทำให้เห็นความสามารถทางการค้าของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และจะทำให้เห็นแนวทางในการกำนดยุทธศาสตร์ด้านการค้าในอนาคต เมื่อกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีการดำเนินการทางการค้าอย่างเต็มรูปแบบในปี 2015

โดยถ้าทำการศึกษาถึงที่มาของการกำหนดอันดับ หรือการให้คะแนนเกี่ยวกับปัจจัยในการกำหนดค่าดัชนีความสามารถด้านการค้าจากรายงานฉบับนี้ จะพบเห็นประเด็นสำคัญต่างๆ ซึ่งภาคการค้าของประเทศไทย สามารถนำมาปรับปรุงการดำเนินการหลายๆ อย่างในอนาคต โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในภาคการค้า เนื่องจากเกณฑ์การพิจารณาค่าดัชนีความสามารถทางการค้าจะแสดงใน 4 ด้านหลัก คือ ความสามารถในการเข้าตลาด (Market Access) พิธีการผ่านแดน (Border Administration) สาธารณูปโภคด้านการขนส่งและการสื่อสาร (Transportation and Communication Infrastructure) และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ (Business Environment) ซึ่งเมื่อพิจารณาค่าดัชนีต่างๆ ของประเทศไทย แม้ว่าจะอยู่ในอันดับรวมที่ 50 แต่พบว่าคะแนนความสามารถในการเข้าตลาดของไทยอยู่ในอันดับที่ 98 คะแนนด้านพิธีการผ่านแดนของไทยอยู่ในอันดับที่ 41 คะแนนด้านสาธารณูปโภคด้านการขนส่งและการสื่อสารของไทยอยู่ในอันดับที่ 40 และคะแนนด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจของไทยอยู่ในอันดับที่ 59

สิ่งเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าจุดอ่อนสำคัญของภาคการค้าของไทย คือความสามารถในการเข้าตลาด ซึ่งเกิดจากกรอบนโยบายด้านการค้าที่จะทำให้ผู้ส่งออกของไทยสามารถนำสินค้าออกสู่ตลาดต่างประเทศ หรือการนำสินค้าจากต่างประเทศเข้าสู่ตลาดไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยความได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญของประเทศไทยด้านการค้า จะอยู่ที่ประสิทธิภาพของขั้นตอนและกระบวนการนำเข้าและส่งออกสินค้า คุณภาพของสาธารณูโภคด้านการขนส่ง และคุณภาพของบริการด้านการขนส่ง ซึ่งประเทศไทยได้คะแนนในระดับดีสำหรับเกณฑ์ดังกล่าวใกล้เคียงกับประเทศผู้นำในภาคการค้าที่ทำการสำรวจ

จากข้อมูลสถิติทางการสำรวจภาคการค้าของประเทศไทย ด้านธุรกิจการค้าและบริการพบว่า สถานประกอบการด้านธุรกิจการค้าที่มีอยู่ประมาณ 48% จะเป็นธุรกิจค้าปลีก ซึ่งเกือบทั้งหมดหรือมากกว่า 98% มีจำนวนคนทำงานตั้งแต่ 115 คน และมักจะไม่มีการจัดตั้งเป็นนิติบุคคล โดยจะดำเนินการในรูปแบบส่วนบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนที่ไม่เป็นนิติบุคคลมากกว่า 90% การมีสำนักงานเพียงแห่งเดียวไม่มีการจัดตั้งสาขา มีเวลาการดำเนินการมาไม่นานมากนักคือมากกว่า 60% ที่ดำเนินการมาน้อยกว่า 10 ปี และมากกว่า 90% ที่มีทุนจดทะเบียนน้อยกว่า 10 ล้านบาท และกว่า 99% ของสถานประกอบการด้านธุรกิจการค้าที่มีอยู่ ดำเนินการโดยคนไทยหรือไม่มีต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุน

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเกือบทั้งหมดของผู้ประกอบการธุรกิจการค้าของประเทศไทย เป็นผู้ประกอบการ SMEs แทบทั้งสิ้น ในขณะที่ธุรกิจการค้าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจค่อนข้างสูง กล่าวคือ ธุรกิจค้าปลีกสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 500,000 ล้านบาท ในขณะที่ธุรกิจค้าส่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 360,000 ล้านบาท ของมูลค่าการค้าโดยรวม

จากข้อมูลสถิติของการประกอบธุรกิจการค้าของประเทศไทยที่เป็นอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ในดัชนีอันดับความสามารถทางการค้าของประเทศไทยจากรายงานของ WEF เนื่องจากรูปแบบการจัดตั้ง ขนาด ลักษณะธุรกิจของภาคการค้าไทย อยู่ในการดำเนินการในการขายปลีกสินค้าที่เป็นการรองรับตลาดในประเทศเป็นหลัก

โดยสำหรับในตลาดต่างประเทศผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้ามักจะเป็นผู้ดำเนินการค้าด้วยตนเอง หรืออาจอาศัยผู้ประกอบการภาคการค้าซึ่งเป็นธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ หรือเป็นธุรกิจการค้าที่มีการลงทุนหรือมีการร่วมลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านเครือข่าย หรือช่องทางในการกระจายสินค้าไปยังตลาดโลกได้มากกว่า รวมถึงความได้เปรียบด้านภาษาหรือขั้นตอนกฎระเบียบระหว่างประเทศ และการคาดการณ์ความต้องการของตลาดโลกหรือลักษณะสินค้าต่างๆ ที่ตลาดโลกต้องการได้ดีกว่า

จากประเด็นต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ภาคการค้าไทยยังมีความอ่อนแอหรือด้อยประสิทธิภาพในด้านการเข้าตลาด ที่สะท้อนออกมาในค่าดัชนีการค้า เมื่อเปรียบเทียบกับภาคการค้าของสิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ซึ่งปัจจัยทุกด้านอยู่เหนือประเทศไทย หรือแม้แต่เมื่อเทียบกับประเทศในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ค่าดัชนีความสามารถในการเข้าตลาดของประเทศไทยยังด้อยกว่ากัมพูชา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ในขณะที่ปัจจัยด้านอื่นประเทศไทยมีความได้เปรียบมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด และยังสะท้อนให้เห็นว่า SMEs ไทยภาคการค้ายังมีบทบาทต่อมูลค่าทางการค้าน้อยกว่าธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ SMEs ภาคการค้าไทยจะได้มีการปรับบทบาท และปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการค้าในด้านที่ยังเป็นจุดอ่อนเกี่ยวกับความสามารถในการเข้าตลาดนี้อยู่

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ตระหนักถึงความสำคัญของภาคการค้าต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการเกือบทั้งหมดของภาคการค้าไทย ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ประกอบการ SMEs ดังนั้นยุทธศาสตร์และแผนการส่งเสริม SMEs ต่างๆ ที่สสว.ได้ดำเนินการ เช่น ยุทธศาสตร์การสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการ หรือยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพและผลกระทบในภาคการค้า เช่น การสร้างโอกาสในทางธุรกิจและการให้บริการองค์ความรู้ด้านการตลาดโดยการสร้างโอกาสทางการตลาดทั้งตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการตลาด การพัฒนาทักษะความสามารถด้านการตลาด และการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้วยกัน กับสถานประกอบการขนาดใหญ่และกับผู้ส่งออก การสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลตลาดเชิงลึก ซึ่งจากการดำเนินการมาตรการและยุทธศาสตร์ในการส่งเสริม SMEs ที่จะดำเนินการในปี 2553 นี้ สสว.เชื่อว่าจะทำให้ภาคการค้าของไทยมีความเข้มแข็งและสามารถขยับอันดับดัชนีการค้าขึ้นจากที่เป็นอยู่ และ SMEs ไทยภาคการค้าสามารถมีบทบาทมากขึ้นในค่าดัชนีการค้าดังกล่าว อันจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการขยายตัวหรือความสามารถทางการแข่งขันของ SMEs ไทยภาคการค้า และช่วยรายได้ให้เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน