
ไทยขี่กระแสพม่าเนื้อหอม ขึ้นฮับลงทุนอาเซียน
ต้องยอมรับว่าเวลานี้ “พม่า” กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองจากนักลงทุนต่างชาติมากที่สุด
ต้องยอมรับว่าเวลานี้ “พม่า” กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองจากนักลงทุนต่างชาติมากที่สุด
ซึ่งการที่พม่าได้รับความสนใจมากขึ้น ย่อมส่งผลบวกให้กลุ่มโรงแรม เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และอาคารสำนักงานของไทยคึกคักมากขึ้น ด้วยการที่นักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพม่า จะใช้ไทยเป็นฐาน หรือเป็นสำนักงานย่อยในการศึกษาตลาดพม่า เนื่องจากสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐานในพม่ายังไม่พร้อมกับการเข้าไปตั้งสำนักงานอย่างเป็นทางการ ไทยจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในแถบอาเซียน
“พม่ายังใหม่มาก ยังไม่มีความพร้อม ขณะที่ไทยมีความพร้อมที่จะรองรับนักลงทุนจากทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มว่าไทยมีโอกาสที่จะเป็นฐานการลงทุน ไม่ใช่เพียงตลาดในพม่าเท่านั้น แต่หมายถึงการเป็นศูนย์กลางการลงทุนในอาเซียน ที่นักลงทุนต่างชาติจะใช้ไทยเป็นฐานเพื่อเข้าไปลงทุนในเวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า” ไทรมั่น ลัญฉน์ดี ประธานบริหาร บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ กล่าว
หากวิเคราะห์ประเทศในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจในการเข้ามาตั้งสำนักงานขนาดเล็ก เพื่อเดินทางไปยังประเทศใกล้เคียง โดยแนวโน้มในครึ่งปีหลัง คาดว่าจะมีนักลงทุนที่สนใจลงทุนในพม่ามากขึ้นอีก ทั้งคนไทย ต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย และนักลงทุนต่างชาติอื่นๆ เพราะจะมีการประกาศกฎหมายเพื่อการลงทุนฉบับใหม่ที่จะสร้างความน่าสนใจให้กับพม่า รวมถึงการเปิดประมูลเช่าอาคารเก่าในย่างกุ้ง ยังเป็นจุดที่สร้างแรงดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติด้วย
ไทรมั่น ระบุว่า แม้ว่านักลงทุนจะมองว่าพม่าเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ แต่ด้วยกฎหมาย ความไม่ชัดเจนต่างๆ จึงอาจเป็นอุปสรรคที่ทำให้นักลงทุนยังไม่กล้าเดินหน้ามากนัก อีกทั้งจำนวนโรงแรมและเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ในย่างกุ้งที่มีน้อยมาก ทำให้ไม่เพียงพอที่จะรองรับให้นักลงทุนเข้าไปพักระยะกลางถึงระยะยาวได้ จึงมีนักลงทุนไทยหลายรายสนใจเข้าไปลงทุนโรงแรม เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และอาคารสำนักงานในพม่า
นอกจากนี้ นักลงทุนยังสนใจธุรกิจค้าปลีก คอมมูนิตี มอลล์ แต่ในเบื้องต้น คอลลิเออร์สฯ มองว่า ธุรกิจบริการพื้นฐานสาธารณูปโภคต่างๆ เป็นโอกาสอันดับต้นๆ ที่น่าลงทุน ซึ่งมั่นใจว่าถ้ารัฐบาลพม่าประกาศนโยบายด้านการลงทุนที่ชัดเจนแล้ว จะได้รับความสนใจจากภาคเอกชนแน่นอน ซึ่งนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคอาเซียน โดยมั่นใจว่าหากเปิดเขตการค้าเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว จะยิ่งคึกคักมากขึ้น
“ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทย ควรมองการลงทุนนอกประเทศ เพื่อรองรับการเข้ามาของทุนต่างชาติ แม้ว่าการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างแดนจะซับซ้อน แต่เป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้” ไทรมั่น กล่าว
ทางด้านภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีหลัง คาดว่ากลุ่มทุนต่างชาติที่เป็นชาวเอเชียจะเข้ามาในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มทุนชาวจีน สุรเชษฐ กองชีพ ผู้จัดการ อาวุโสฝ่ายวิจัยของคอลลิเออร์สฯ กล่าวว่า ขณะนี้มีนักลงทุนชาวจีนให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทยหลายราย โดยเป็นทุนที่เจรจาผ่านคอลลิเออร์สฯ 2-3 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนใจพัฒนาคอนโดมิเนียมขนาด 1,000 ตร.ม. มูลค่าประมาณ 4,000–5,000 ล้านบาท และเน้นทำเลที่ชาวจีนคุ้นเคย เช่น รัชดาภิเษก พระราม 9
ปัจจัยที่นักลงทุนชาวจีนให้ความสนใจอสังหาริมทรัพย์ในไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการขยายการลงทุนนอกประเทศจีน หลังจากที่รัฐบาลจีนคุมการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้นักลงทุนชาวจีนจำนวนมากต้องมองหาตลาดอื่นๆ ที่น่าสนใจในแถบเอเชีย และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะอสังหาริมทรัพย์ในไทยยังมีต้นทุนในการพัฒนาที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
ขณะที่ตลาดที่อยู่อาศัยครึ่งปีหลัง คอนโดมิเนียมมีแนวโน้มที่จะลดความร้อนแรงลง และคาดว่าจะมีห้องชุดเปิดใหม่น้อยกว่าครึ่งปีแรก โดยห้องชุดเปิดใหม่ครึ่งปีแรกมีประมาณ 2.3 หมื่นหน่วย แบ่งเป็นห้องชุดที่เปิดตัวในไตรมาสแรก 1.4 หมื่นหน่วย และไตรมาส 2 จำนวน 9,000 หน่วย ซึ่งอัตราการซื้อขายในไตรมาสแรกสูงถึง 70% ของห้องชุดเปิดใหม่ แต่ไตรมาส 2 อัตราการซื้อขายกลับลดลงเหลือ 50% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าครึ่งปีหลังจะมีปัจจัยบวกหลายประการ แต่ยังมีปัจจัยลบที่ต้องให้ความสำคัญอย่างวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทยและภาพรวมเศรษฐกิจ คล้ายกับวิกฤตในสหรัฐเมื่อปี 2-3 ปีก่อน รวมถึงปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย ที่ยังคงต้องจับตามองความเคลื่อนไหวต่อไป







