
แนะโมบายแอพฯไทยต้องไปตลาดโลก
บนเวทีสัมมนาในงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล โมบาย โชว์ 2012 มีการให้มุมมองต่อตลาดบริการแอพพลิเคชัน อย่างน่าสนใจ และอาจเป็นการจุดประกายให้กับนักพัฒนาแอพพลิเคชัน ที่ไม่ต้องการมองตลาดแค่ในประเทศไทย แต่เห็นโอกาสที่ใหญ่กว่ารออยู่
บนเวทีสัมมนาในงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล โมบาย โชว์ 2012 มีการให้มุมมองต่อตลาดบริการแอพพลิเคชัน อย่างน่าสนใจ และอาจเป็นการจุดประกายให้กับนักพัฒนาแอพพลิเคชัน ที่ไม่ต้องการมองตลาดแค่ในประเทศไทย แต่เห็นโอกาสที่ใหญ่กว่ารออยู่
กระทิง พูนผล หนึ่งในคนไทยกลุ่มแรกๆ ที่ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานกับกูเกิลในซิลิคอน วัลเลย์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ฝีมือการพัฒนาแอพพลิเคชันของคนไทยดี น่าสนใจ และสามารถสู้กับต่างประเทศได้สบาย แต่ต้องเติมไฟให้มากกว่าเดิม ต้องมีความฝันให้ยิ่งใหญ่และพยายามทำทุกอย่างเพื่อไปให้ถึง อย่าหยุดแม้ว่าจะล้มเหลว และพยายามหาช่องทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จให้ได้
“จริงๆ ฝีมือหรือผลงานของผมไม่ได้โดดเด่นมากกว่าคนไทยคนอื่นๆ แต่เน้นความมุ่งมั่น เอาจริง และไม่ยอมแพ้จนกว่าจะสำเร็จ ที่สำคัญคือพยายามไปอย่างถูกทาง ซึ่งหากจะอยู่ในวงการนักพัฒนาก็ต้องทำให้ได้” กระทิง กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีมุมมองจากผู้ให้บริการมือถือหลักในประเทศไทยทั้งสามราย คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่ต่างให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่า โอกาสของตลาดแอพฯ คือตลาดระดับโลก ถ้ามีผู้ใช้สมาร์ตโฟนจำนวนมาก มีโครงข่ายมารองรับการบริการ มีการให้บริการโทรศัพท์มือถือ จากนั้นการใช้งานแอพฯ จะเกิดขึ้น ทั้งหมดคืออีโคซิสเต็มส์ ที่ทำงานร่วมกันให้ทุกอย่างเติบโต
ปรัธนา ลีลพนัง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานผลิตภัณฑ์และบริการดิจิตอล ของเอไอเอส กล่าวว่า ไอเดียการพัฒนาแอพฯ ดีๆ ส่วนใหญ่จะมาจากบริษัทขนาดเล็ก ทำให้เห็นว่าบริษัทไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ไม่ใช่อุปสรรคในการพัฒนาแอพฯ ดีๆ โดยในแอพสโตร์ที่เอไอเอสให้บริการอยู่ 45 เดือนที่ผ่านมา มีแอพฯ ใหม่ของคนไทยกว่า 100 รายการเกิดขึ้น
ทั้งนี้ เอไอเอสมีโครงการที่จะช่วยจับกลุ่มนักพัฒนาให้รวมตัวกันเพื่อพัฒนาแอพฯ เช่น กลุ่มคนทำกราฟฟิก กลุ่มคนทำระบบ กลุ่มคนทำแอพฯ และกลุ่มคนทางการตลาด เพื่อก่อตั้งเป็นบริษัท จากนั้นทำสินค้าร่วมกัน และให้บริการผ่านช่องทางของเอไอเอส มีโอกาสดึงนักลงทุนมาร่วมได้หากมีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ
ปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของดีแทค กล่าวว่า ดีแทคไม่พัฒนาแอพฯ เอง แต่จะสนับสนุนทุกคนที่มีไอเดียและสามารถพัฒนาแอพฯ ดีๆ ได้ และเพื่อทำลายกำแพงอุปสรรค ดีแทคกำลังเจรจากับกูเกิลเพื่อให้การดาวน์โหลดแอพฯ แบบมีค่าใช้จ่ายของแอนดรอยด์ สามารถผูกกับบัญชีเลขหมายโทรศัพท์ได้เลย ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ซึ่งจะเป็นการขยายตลาดผู้ดาวน์โหลดที่ไม่มีบัตรเครดิตซึ่งมีเป็นจำนวนมาก คาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า
จริงๆ แล้วคนไทยมีความสามารถทำแอพฯ ได้น่าสนใจ มีแอพฯ ชื่อ พีจี ทำออกมาเหมือนอินสตาแกรมเลย ออกมาก่อนนานแล้ว ให้บริการอยู่บนระบบซิมเบียนเป็นที่นิยม แต่ไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีฝีมือแต่ยังขาดช่องทาง จุดนี้ดีแทคจะพยายามเติมเต็มให้
กิรณา ชีวชื่น บริษัท ทรู ดิจิตอล คอนเท้นท์ แอนด์ มีเดีย ในเครือทรู กล่าวว่า ทรูให้ความสำคัญกับคอนเทนต์และแอพฯ มานานแล้ว มีการทำทรูแล็ปร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการพัฒนาแอพฯ และมีช่องทางจำหน่ายคือ ทรู แอพ เซ็นเตอร์ เพื่อให้ผู้ใช้ทรูมูฟสามารถดาวน์โหลดแอพฯ ไปใช้งานได้
“มีแอพฯ เกิดขึ้นมากมาย ที่เห็นได้ชัดคือ แอพฯ การซื้อขายหุ้นบนมือถือ มียอดธุรกรรมต่อวันประมาณ 500 ล้านบาทแล้ว จากเดิมที่แต่ก่อนคนไม่กล้าทำอะไรบนมือถือด้วย” กิรณา กล่าว
ทั้งสามค่ายมือถือเห็นตรงกันว่า มีอุปสรรคหนึ่งที่มีผลกระทบต่อกลุ่มนักพัฒนาแอพฯ คือ การใช้บริการแอพฯ ตู้ หรือบริการดาวน์โหลดแอพฯ เถื่อนแบบไม่เสียเงิน ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และไม่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา ทั้งที่ความจริง 80% ของแอพฯ ที่มีอยู่ในตลาด เป็นแอพฯ ฟรีไม่เสียค่าบริการอยู่แล้ว แต่ 20% ที่มีการเก็บค่าบริการ ก็มีราคาเฉลี่ย 3090 บาท ซึ่งต้องการให้ผู้ใช้สมาร์ตโฟนดาวน์โหลดแบบถูกต้อง ช่วยเหลือนักพัฒนาดีกว่า
แน่นอนว่า หากนักพัฒนาสร้างสรรค์แอพฯ ที่ดีมีโอกาสทางธุรกิจ ทั้งสามค่ายให้บริการมือถือจะเป็นหนึ่งในช่องทางที่ผสานไปทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือหากจะทำตลาดเองผ่านแอพสโตร์ที่มีอยู่หลากหลายอยู่แล้ว ก็สามารถทำได้เช่นกัน







