posttoday
คลอด พรบ.กู้เงิน 1.6ล้านล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ

คลอด พรบ.กู้เงิน 1.6ล้านล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ

01 กรกฎาคม 2555

กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า เตรียมออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงินเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน ในวงเงินประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลา 6-7 เดือน ในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภา

กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า เตรียมออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงินเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน ในวงเงินประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลา 6-7 เดือน ในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภา

โดยการกู้เงินจะเป็นการกู้ภายในประเทศ เพื่อไปดำเนินการตามแผนการสร้างอนาคตประเทศไทย 2.27 ล้านล้านบาท ระยะเวลาการกู้ 7 ปี

ด้าน กรณ์ จาติกวณิช สส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า สนับสนุนนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล แต่ไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.บ.กู้เงินมาใช้ในโครงการ ที่ผ่านมารัฐบาลก็มีบทเรียนออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ผ่านมาครึ่งปียังไม่ได้เบิกจ่ายใช้เงิน

ขณะที่ จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 42% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) สิ้นปีนี้จะอยู่ที่ไม่เกิน 45% ของจีดีพี และปีหน้าจะอยู่ที่ 50% ยังมีช่องว่างกู้ได้อีก 2 ล้านล้านบาท สัดส่วนหนี้จะถึง 60% สำหรับแผนการกู้ของรัฐบาลเพิ่ม 1.62 ล้านล้านบาท จะทำให้สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 60% ของจีดีพีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการใช้เงินและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากยังขยายตัวได้ 56% สัดส่วนหนี้ก็ลดลง แต่หากเศษฐกิจขยายตัวไม่ถึง สัดส่วนหนี้ก็จะเพิ่มสูงขึ้นได้

สำหรับตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วงแรกเจอแรงกดดันจากเหตุการณ์ชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ดัชนีเริ่มกลับมาดีขึ้นช่วงปลายสัปดาห์ เพราะได้แรงหนุนจากการทำราคาปิดสิ้นงวดบัญชีไตรมาส 2 ประกอบกับได้แรงสนับสนุนหลักจากผลการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปที่ตกลงให้มีการอัดฉีดเงินมูลค่า 1.2 แสนล้านยูโร (ราว 4.8 ล้านล้านบาท) เพื่อกระตุ้นการเติบโตเศรษฐกิจในภูมิภาค พร้อมกับมาตรการกู้วิกฤตหนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว อีกทั้งเห็นชอบการแทรกแซงตลาดพันธบัตรเพื่อลดต้นทุนกู้ยืมของอิตาลีและสเปน

ทั้งนี้ มีการนำเงินส่วนหนึ่ง หรือประมาณ 1 หมื่นล้านยูโร ไปเพิ่มทุนในธนาคารเพื่อการลงทุนยุโรป ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของธนาคารในการปล่อยกู้ได้สูงถึง 6 หมื่นล้านยูโร ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยชาติสมาชิกที่กำลังประสบปัญหาการเงิน สามารถกู้ยืมเพื่อไปกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งนำเงินจากกองทุนรักษาเสถียรภาพถาวรของยุโรปที่ยังไม่ได้ใช้ประมาณ 5.5 หมื่นล้านยูโร ไปช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก พร้อมแก้ปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานหนุ่มสาว

อย่างไรก็ดี จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ดัชนีปิดที่ระดับ 1,172.11 จุด เพิ่มขึ้น 1.67% จากสัปดาห์ก่อน และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 13.27% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 26,001.30 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ แต่หากดูเป็นช่วงครึ่งปีแรก ต่างชาติยังเป็นผู้ซื้อสุทธิหุ้นไทยถึง 5.83 หมื่นล้านบาท ขณะที่สถาบันขายสุทธิ 3.15 หมื่นล้านบาท รายย่อยขาย 2.69 หมื่นล้านบาท และรายย่อยซื้อสุทธิ 139 ล้านบาท

สำหรับการเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า บล.กสิกรไทย มองว่าดัชนีอาจมีโอกาสปรับขึ้น ซึ่งเป็นผลจากพัฒนาการเชิงบวกจากการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป แต่นักวิเคราะห์จาก บล.ทรีนีตี้ มองว่าหลังจากนี้ยังต้องติดตามมาตรการอื่นๆ ที่ตามมาอีก ไม่ว่าจะเป็นการประกาศค้ำประกันเงินฝากและการจัดตั้งกองทุนเพื่อไถ่ถอนหนี้สาธารณะ (ERF) ซึ่งเป็นการแยกหนี้กลุ่มประเทศยุโรปที่เกิน 60% ของจีดีพี

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน