posttoday
กรณ์กล่อมนักลงทุนญี่ปุ่น

กรณ์กล่อมนักลงทุนญี่ปุ่น

14 มีนาคม 2553

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นำคณะผู้แทนไทยจากหน่วยงานราชการต่างๆ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เข้าพบนักลงทุนญี่ปุ่นกว่า 500 คน ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อชี้แจงถึงประเด็นปัญหาการเมืองที่นักลงทุนกังวล และปัญหาโครงการลงทุนมาบตาพุด

นายกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ชี้แจงนักลงทุนญี่ปุ่นว่าอาจจะมีความรุนแรงจากการชุมนุม ซึ่งอาจจะปรากฏเป็นภาพข่าวในต่างประเทศ แต่ไม่น่ามีปัญหาหากรัฐบาลสามารถควบคุมได้ แต่หากมีปัญหาการเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่อง นักลงทุนต่างชาติอาจจะย้ายการลงทุนไปยังประเทศอื่น เพราะมีทางเลือกมากขึ้น

รมว.คลัง มั่นใจว่าระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นมีมากขึ้น ทำให้มีการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสาขาธุรกิจบริการ เช่น ประกันภัยสินเชื่อบุคคล จากปัจจุบันที่เน้นให้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้า

นอกจากนี้ ยังชี้แจงนักลงทุนญี่ปุ่นว่า รัฐบาลจะผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในการจัดตั้งสำนักงานสาขาภูมิภาค (ROH) ในประเทศไทย เพื่อเป็นการจูงใจให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาใช้ไทยเป็นสำนักงานสาขาในภูมิภาคให้มากขึ้น เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับนักลงทุนที่จัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในไทยให้เหลือ 0% เป็นเวลา 15 ปี จากเดิมที่เรียกเก็บภาษี 10%

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานสาขาภูมิภาค จะขยายเวลาในการเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 10% จากเดิม 4 ปี เป็น 8 ปี และให้ยกเว้นหลักเกณฑ์ที่เคยกำหนดให้การตั้งสำนักงานสาขาภูมิภาคในไทย ต้องจัดตั้งสาขาในภูมิภาคมาแล้ว 3 สาขาในปีแรก โดยได้ขยายเวลาเป็นการตั้งสำนักงานสาขาในภูมิภาค 3 สาขา ในระยะเวลา 5 ปี ทั้งนี้การจัดตั้งสำนักงานสาขาในภูมิภาคต้องมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 10 ล้านบาท

สำหรับกรณีมาบตาพุดนั้น นักลงทุนญี่ปุ่นยอมรับว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อปัญหานี้ เชื่อว่าจะแก้ไขได้ ซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่นพอใจ

แบงก์อลหม่านปิดสาขา 24 แห่ง

การเคลื่อนขบวนของม็อบกลุ่มคนเสื้อแดงหลายจุดและการชุมนุมใหญ่ ทำให้ธนาคารพาณิชย์จำนวน 10 แห่ง ได้ตัดสินใจปิดดำเนินการ 20 สาขา และนันแบงก์อีก 1 แห่ง ปิดชั่วคราว 4 สาขา

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกหนังสือเวียนให้ธนาคารพิจารณาหยุดทำการของสาขาหรือบางส่วนของสำนักงานใหญ่ในบางพื้นที่เป็นการชั่วคราวได้ แต่ต้องดำเนินการเรื่องระบบการชำระเงิน เช็คสั่งจ่าย และระบบการโอนเงินตามปกติ และให้พิจารณาดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลหากมีการประกาศหยุดราชการ

ธนชาตสมใจซื้อหุ้นนครหลวงไทย

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นของธนาคารนครหลวงไทยกับธนาคารธนชาต ที่กองทุนฟื้นฟูถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 47.58% แล้ว เมื่อเช้าวันที่ 11 มี.ค.

นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายจัดการกองทุน ธปท. กล่าวว่า ราคาขายที่ 32.50 บาทต่อหุ้น จำนวน 1,005 ล้านหุ้น หรือคิดมูลค่า 3.2 หมื่นล้านบาท จะมีการชำระเงินภายในวันที่ 9 เม.ย. นี้

ขณะที่นายบันเทิง ตันติวิท ประธานกรรมการ ธนาคารธนชาต กล่าวว่า ธนาคารใช้เงินทุนในการซื้อหุ้นสคิปทั้งหมด 6.8 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินเพิ่มทุน เมื่อปีที่แล้ว 4.2 หมื่นล้านบาท ส่วนอีก 2 หมื่นล้านบาท มาจากกระแสเงินสด รวมทั้งจะมีการออกหุ้นกู้เพิ่มเงินกองทุนขั้นที่ 2 อีก 6 พันล้านบาทโดยคาดว่าจะขายหุ้นกู้ในเดือนเมษายนนี้

สคร.สรุปตัวเลขเสียหายแสนล้าน

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้สรุปความเสียหายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 4.63 หมื่นล้านบาท ต้องมีการดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่สร้างความเสียหายให้แก่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเสนอให้นายกรณ์พิจารณาแล้ว โดย สคร. ได้ประเมินความเสียหายเบื้องต้นในภาพรวมตามฐานความผิดทั้ง 5 สัญญาที่ศาลพิพากษาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ตัวเองว่ามีประมาณ 1.08 แสนล้านบาท

"ที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าเสียหายกว่า 8 หมื่นล้านบาท นั้นเป็นการประเมินณ วันที่ศาลรับฟ้องคดีประมาณปี 2550 แต่มาถึงวันนี้ความเสียหายน่าจะถึงแสนล้านบาทแล้ว ส่วนกรณีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ประเมินว่าเสียหายกว่า 350 ล้านบาท จากที่รัฐต้องจ่ายงบชดเชยดอกเบี้ย แต่ถ้านับไปจนถึงสิ้นสุดสัญญาน่าจะกว่า 800 ล้านบาท เพราะสัญญานี้เราไปฟ้องยกเลิกไม่ได้ เนื่องจากเป็นสัญญาที่ทำกับพม่า ถ้ายกเลิกอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้นสัญญาก็ต้องเดินต่อไป" น.ส.สุภา กล่าว

สำหรับกรณีสัญญาปล่อยกู้ให้พม่าของเอ็กซิมแบงก์ที่ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำ ทำให้ภาครัฐต้องเข้าไปจ่ายชดเชยความเสียหายนั้น กระทรวงการคลังคงต้องฟ้องร้องเอง โดยพิจารณาแล้วน่าจะเป็นการฟ้องคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดที่มีมติอนุมัติการปล่อยกู้

ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัท ทีโอที ก็คงต้องฟ้องร้อง ครม. ที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติแต่ละสัญญาทั้งคณะเช่นเดียวกัน และไล่ไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย ไม่ว่าจะเป็น นายกรัฐมนตรี รมว.ไอซีที สมัยนั้น คณะกรรมการบริษัททีโอที กรรมการผู้จัดการและรองกรรมการผู้จัดการบริษัท ทีโอที ชุดที่มีมติให้แก้ไขสัญญา

สำหรับการออก พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นการแปลงสัญญาสัมปทานกิจการโทรคมนาคมนั้น การออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่ได้มีผลทำให้บริษัท ทีโอที เสียหาย แต่จุดที่ทำให้บริษัทเสียหายก็คือ มติ ครม. สมัยที่มี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็น รมว.ไอซีที ที่กำหนดให้มีการนำรายได้สัมปทานทั้งปีไปหักภาษีสรรพสามิต ส่งผลให้บริษัท ทีโอที ต้องรับภาระจ่ายแทน

อนึ่ง สัญญาที่มีการแก้ไขซึ่งเป็นฐานความผิดตามคำพิพากษาของศาล ได้แก่ 1.การแปลงสัญญาสัมปทานกิจการโทรคมนาคมด้วยการออกพ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิต 2.การแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า(พรีเพด) เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส 3.การแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (โรมมิ่ง) 4.แก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมโดยมิชอบ และ 5.อนุมัติเงินกู้ของเอ็กซิมแบงก์ วงเงิน 4,000 ล้านบาท ให้รัฐบาลพม่า เพื่อนำเงินไปซื้อสินค้าจากบริษัท ชินแซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน)

เปิดทางฟินันซ่าฯหาพันธมิตร

ความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สั่งให้บริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต ยุติการขยายรับประกันใหม่ เนื่องจากกองทุนต่ำกว่าเกณฑ์

ล่าสุด นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ประธาน คปภ. กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีสถาบันการเงินจากสหภาพยุโรปแสดงความสนใจที่จะเข้ามาเพิ่มทุนให้แก่บริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต แล้ว และต้องการถือหุ้นเกิน 50% โดยขั้นตอนกำลังอยู่ในช่วงของการเจรจา หลังจากนั้นกระทรวงการคลังจะมีการพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่นานขบวนการทุกอย่างถึงจะแล้วเสร็จ

ขณะที่ นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า คณะกรรมการ คปภ. จะมีการประชุมพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาบริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ โดย คปภ. จะเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา และมีมติว่าจะกำหนดเวลาผ่อนผันให้ทางบริษัทฟินันซ่า หาพันธมิตรร่วมลงทุนและแก้ปัญหาเงินกองทุนที่ติดลบให้ได้ภายในเมื่อใด ซึ่งหากสามารถเพิ่มทุนได้ตามกำหนด ทาง คปภ. ก็จะไม่มีการตั้งคณะกรรมการเข้าไปควบคุมกิจการ

ต่างชาติขนเงินบุกตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นฝ่าเสื้อแดง ท้ายตลาดดัชนีทำปิดสูงสุดทะลุ 730 จุด แนวต้านจิตวิทยามาปิดที่ 733.34 จุด เพิ่มขขึ้น 7.39 จุด มูลค่าซื้อขายหนาแน่น 1.5 หมื่นล้านบาท

ต่างชาติเป็นแรงหลักในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นรอบนี้ โดยซื้อต่อเนื่องติดต่อกันตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. สัปดาห์ที่ผ่านมามียอดซื้อสุทธิรวม 7,761.40 ล้านบาท

ขณะที่เม็ดเงินลงทุนของต่างชาติที่ไหลเข้ามาไม่ได้ลงทุนเฉพาะตลาดหุ้นแค่นั้น แต่กระจายเข้าตลาดอนุพันธ์ ตราสารหนี้

สำหรับหุ้นขนาดใหญ่กลุ่มหลักๆ ทั้งธนาคาร พลังงาน ก่อสร้าง จะได้ประโยชน์จากการทำปิดงบไตรมาสแรกดัง นั้นหุ้นประเภทนี้มีสัญญาณขึ้นได้ต่อเนื่อง

สำหรับหุ้นในกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) ประกอบด้วย หุ้นแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ไทยคม (THCOM) และเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) ซึ่งภายหลังจากผู้บริหารในกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้วราคาฟื้นตัวขึ้นโดยก่อนหน้าได้รับผลพวงคำตัดสินคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ของ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร “ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งภายหลังจากผู้บริหารในกลุ่มชินคอร์ปอเรชั่น ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค