
ลงทุนหุ้นพลังงานต้องระวัง
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
หุ้นพลังงานได้รับแรงกดดันจากสต๊อกที่เพิ่มขึ้น และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่มีมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3 (คิวอี3) ส่งผลให้หุ้นพลังงานน่าสนใจลดลง ทำให้โบรกเกอร์หันไปให้ความสนใจหุ้นกลุ่มอื่นแทน และให้ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลดการปรับฐานของตลาดในระยะสั้น
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คงแนะนำเลี่ยงหุ้นพลังงานและปิโตรเคมีต่อไป เน้นซื้อหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลงต่อเนื่อง และโอกาสที่สูงขึ้นที่ดอกเบี้ยไทยจะปรับลง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มค้าปลีก และสถาบันการเงินที่เน้นสินเชื่อบุคคลน่าจะได้รับประโยชน์ แนะนำซื้อบริษัท แสนสิริ (SIRI) บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP) บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY)
ด้านฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ให้ความเห็นว่า แม้ในระยะสั้นการอ่อนตัวของราคาน้ำมันจะส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ทั้งบริษัท ปตท. (PTT) และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) เนื่องจากราคาขายผลิตภัณฑ์อ้างอิงกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ยังแนะนำทยอยซื้อหุ้นกลุ่มน้ำมัน ทั้ง PTT, PTTEP เนื่องจากเชื่อว่าราคาหุ้นที่อ่อนตัวได้สะท้อนปัจจัยลบในเรื่องของราคาน้ำมันในระดับหนึ่งแล้ว แต่เน้นให้เข้าลงทุนเมื่อราคาอ่อนตัว เพื่อลดความเสี่ยงในการปรับฐานของตลาดในช่วงสั้น
ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงเวสต์เทกซัส (WTI) เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ปรับตัวลดลงถึง 2.7% มาอยู่ที่ 81.75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของรัฐบาลกลางสหรัฐ หรือ EIA แจ้งว่าสต๊อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 2.86 ล้านบาร์เรล อีกทั้งยังมีประเด็นกดดันจากความผิดหวังที่เฟดขยายเวลาการใช้มาตรการ Operation Twist แทนคิวอี 3
การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบถือเป็นปัจจัยลบต่อกลุ่มน้ำมัน โดยราคาน้ำมันดิบอ้างอิง WTI ลดลง 2.28 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 81.75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบอ้างอิงเบรนต์ลดลง 3.07 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาปิดที่ 92.69 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสาเหตุหลักมาจาก EIA เปิดเผยว่า สต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวสูงขึ้นถึง 2.86 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 387.3 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดไว้ว่าจะปรับตัวลดลง สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาได้กดดันความต้องการใช้น้ำมันให้ปรับตัวลดลงด้วย
นักลงทุนผิดหวังที่เฟดตัดสินใจใช้มาตรการ Operation Twist แทนการใช้คิวอี 3 ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้จะขยายการใช้มาตรการ Operation Twist ไปจนถึงสิ้นปี 2555 โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยในระยะยาวปรับตัวลดลง เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจและการจ้างงาน
เฟดปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปี 2555 เหลือเพียง 1.92.4% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน เม.ย. ที่ 2.42.9% พร้อมทั้งคาดการณ์อัตราว่างงานจะคงที่อยู่ในระดับ 88.2% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน เม.ย. ที่ระดับ 7.88%
ถึงแม้ในระยะสั้นจะมีปัจจัยหนุนราคาน้ำมันให้ดีดตัวได้จากการใช้มาตรการคว่ำบาตร (Sanction) อย่างเป็นทางการจากกลุ่มประเทศทางตะวันตกในช่วงต้นเดือน ก.ค. 2555 เป็นต้นไป หลังจากอิหร่านตัดสินใจไม่ยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ในที่ประชุมประเด็นปัญหานิวเคลียร์ในอิหร่านครั้งที่ 3 ระหว่างอิหร่านและ 6 ประเทศแกนนำหลักของโลก ซึ่งจะทำให้การผลิตน้ำมันจากประเทศอิหร่านลดลง
แต่คาดว่าประเด็นบวกดังกล่าวจะถูกหักล้างจากกำลังการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศซาอุดีอาระเบียที่จะเข้ามาชดเชยน้ำมันจากอิหร่านที่หายไป จึงทำให้ตลาดคลายความกังวลเรื่องมาตรการคว่ำบาตรที่จะส่งผลต่อราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้นในครั้งนี้ลงได้ อีกทั้งเศรษฐกิจของอิหร่านในขณะนี้กำลังอยู่ในภาวะตกต่ำ ทั้งผลจากการคว่ำบาตรการส่งน้ำมัน และการบริหารจัดการในประเทศของรัฐบาลอิหร่านที่ไม่มีประสิทธิภาพ จึงยังเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องติดตามสำหรับแนวโน้มการตัดสินใจของอิหร่านต่อไป โดยทั้งสองฝ่ายจะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 3 ก.ค. 2555
ทั้งนี้ หากพิจารณาค่าเฉลี่ยราคาน้ำมันดิบ (อ้างอิงตลาดดูไบ) ตั้งแต่ต้นปี 2555 ถึงปัจจุบัน ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 112.23 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล พบว่ายังสูงกว่าสมมติฐานของ บล.เอเซีย พลัส ที่กำหนดไว้ที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล นั่นหมายถึงในช่วงที่เหลือของปี 2555 ราคาน้ำมันดิบดูไบสามารถปรับตัวลดลงได้เฉลี่ยถึง 108 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จึงจะสอดคล้องกับสมมติฐาน







