posttoday
สินเชื่อพ.ค.พุ่ง...เพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มแบงก์

สินเชื่อพ.ค.พุ่ง...เพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มแบงก์

21 มิถุนายน 2555

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เกียรตินาคิน ให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ “มากกว่าตลาด” หลังธนาคารพาณิชย์รายงานสินทรัพย์และหนี้สินเดือน พ.ค. 2555 มีสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยธนาคารพาณิชย์ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHBANK) และบริษัท ทุนธนชาต (TCAP) มีสินเชื่อเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าทั้งหมด โดยมีสินเชื่อเพิ่มขึ้น 1.6% 1.2% และ 1.4% ตามลำดับ

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เกียรตินาคิน ให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ “มากกว่าตลาด” หลังธนาคารพาณิชย์รายงานสินทรัพย์และหนี้สินเดือน พ.ค. 2555 มีสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยธนาคารพาณิชย์ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHBANK) และบริษัท ทุนธนชาต (TCAP) มีสินเชื่อเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าทั้งหมด โดยมีสินเชื่อเพิ่มขึ้น 1.6% 1.2% และ 1.4% ตามลำดับ

สินเชื่อของ BBL และ LHBANK ยังแข็งแกร่ง หากเปรียบเทียบเฉพาะธนาคาร 3 แห่งที่รายงานสินเชื่อ พบว่า BBL เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้ามากที่สุด 1.6% และคาดว่าสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นของ BBL จะมาจากสินเชื่อรายใหญ่เป็นหลักเช่นเดียวกับ LHBANK

ส่วน TCAP สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นน่าจะมาจากสินเชื่อรายย่อยโดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่น่าจะเพิ่มขึ้นตามยอดขายรถยนต์ที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากยอดสะสมสินเชื่อ 5 เดือนปี 2555

LHBANK เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อเพิ่มมากที่สุดเทียบจากสิ้นปี 2554 โดยเพิ่มขึ้นไปแล้วถึง 13.6% ส่วน BBL เพิ่ม 4.8% และ TCAP เพิ่มขึ้น 3.9%

“มีความเป็นไปได้ที่ทั้งสามธนาคารจะปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้า จากสินเชื่อที่เราคาดว่าจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี ทำให้เป็นไปได้ว่าทุกธนาคารจะปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ โดย BBL นั้นตั้งเป้า 68% TCAP ตั้งเป้า 810% และ LHBANK ตั้งเป้า 20%” บล.เกียรตินาคิน ระบุ

อย่างไรก็ตาม BBL และ TCAP มีสภาพคล่องตึงตัวขึ้น ส่วน LHBANK ผ่อนคลายลง ในเดือน พ.ค. LHBANK และ TCAP มีเงินฝากเพิ่มขึ้น โดย LHBANK เพิ่มขึ้น 14.8% จากเดือนก่อนหน้า TCAP เพิ่มขึ้น 4.3% จากเดือนก่อนหน้า ในขณะที่ BBL มีเงินฝากลดลง 0.4% จากเดือนก่อนหน้า

ด้าน BBL และ TCAP มีสภาพคล่องที่ตึงตัวมากขึ้น โดยสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากรายการระหว่างธนาคารและเงินกู้ยืมในเดือน พ.ค. ของ BBL เพิ่มขึ้นมาเป็น 83% จากเดือนก่อนที่ 81% TCAP เพิ่มขึ้นมาเป็น 86% จากเดือนก่อน 85%

ส่วน LHBANK เงินฝากที่เพิ่มขึ้นมากทำให้สภาพคล่องของ LHBANK ผ่อนคลายมากขึ้น โดยสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก รายการระหว่างธนาคารและเงินกู้ยืมลดลงเหลือ 83% จากเดือนก่อน 86%

บล.เกียรตินาคิน ยังคงคำแนะนำให้ “ซื้อ” ทั้งสามธนาคาร ราคาเหมาะสม BBL อยู่ที่ 195 บาท TCAP อยู่ที่ 35 บาท และ LHBANK อยู่ที่ 1.62 บาท

ด้าน บล.เอเซีย พลัส แนะนำเพียง “ถือ” เพื่อรอเงินปันผลสำหรับหุ้น LHBANK โดยให้ราคาเหมาะสมปี 2555 อยู่ที่ 1.40 บาท จึงเหลือส่วนต่างราคาเป้าหมายเพียง 5% ดังนั้นนักลงทุนอาจโยกไปลงทุนในหุ้น BBL ซึ่งให้ราคาเหมาะสม 220.50 บาท หุ้น TCAP ราคาเหมาะสม 40 บาท

ด้านการเติบโตของสินเชื่อในเดือน พ.ค. 2555 ของ LHBANK ยังแข็งแกร่ง แม้จะแผ่วตัวลงจากช่วง 3 เดือนก่อนหน้าที่เติบโตเกิน 2% จากเดือนก่อนหน้า แต่การเติบโต 5 เดือนแรกที่ระดับ 13.7% จากสิ้นปีที่ผ่านมาถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเป้าหมายทั้งปี 2555 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ที่ 20% จากสิ้นปี 2554 และเป็นสัญญาณบวกต่อแนวโน้มการปรับเพิ่มประมาณการสินเชื่อปี 2555 ในอนาคตหากทิศทางการเติบโตของสินเชื่อยังเป็นไปอย่างแข็งแกร่ง

สำหรับแนวโน้มสินเชื่อในช่วงที่เหลือของปีนี้น่าจะยังเป็นไปในทิศทางที่สดใสต่อเนื่องจากไตรมาสแรกปี 2555 ตามทิศทางอุตสาหกรรม

บล.เอเซีย พลัส มองว่า กำไรสุทธิในช่วงที่เหลือของปีอาจไม่สดใสเท่าภาพรวมอุตสาหกรรมและสินเชื่อของธนาคาร เนื่องจากแรงกดดันจากต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น จากการระดมเงินฝากเข้ามาทดแทนตั๋วแลกเงิน (B/E) และเงินกู้ระยะสั้น บวกกับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนที่อ่อนตัวลง เนื่องจากการปรับกลยุทธ์ไปเน้นสินเชื่อรายใหญ่มากขึ้น ซึ่งจะกดดัน NIM ให้อ่อนตัวลง โดยฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2555 ของ LHBANK เติบโต 5% จากปี 2554 กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) คาดว่าจะลดลงราว 0.5% จากแรงกดดันจากการจ่ายหุ้นปันผลปี 2554 รวมถึงใบสำคัญแสดงสิทธิที่จัดสรรให้กับกรรมการและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่กำหนดให้ทยอยใช้สิทธิในช่วงปี 2555-2556

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร