
ยูโรจอดำไม่ใช่กรณีสุดท้ายวัดฝีมือ "กสทช." คุมธุรกิจทีวี
สัปดาห์นี้การแข่งขันฟุตบอลยูโร 2012 เข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย เกมในสนามดุเดือดไม่แพ้เกมนอกสนาม โดยเฉพาะการฟาดแข้งอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในประเทศไทย ขณะนี้ยังไม่มีทางออกว่าสุดท้ายผลจะเป็นเช่นไร ซึ่งเวทีโต๊ะกลมระดมความคิดเห็น หัวข้อ “เสียงร้องเรียนจากผู้บริโภค : กรณีจอดำฟุตบอลยูโร 2012” ยังคงไม่มีทางออกและดูเหมือนว่ากรณียูโร 2012 จะไม่ใช่กรณีสุดท้าย
สัปดาห์นี้การแข่งขันฟุตบอลยูโร 2012 เข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย เกมในสนามดุเดือดไม่แพ้เกมนอกสนาม โดยเฉพาะการฟาดแข้งอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในประเทศไทย ขณะนี้ยังไม่มีทางออกว่าสุดท้ายผลจะเป็นเช่นไร ซึ่งเวทีโต๊ะกลมระดมความคิดเห็น หัวข้อ “เสียงร้องเรียนจากผู้บริโภค : กรณีจอดำฟุตบอลยูโร 2012” ยังคงไม่มีทางออกและดูเหมือนว่ากรณียูโร 2012 จะไม่ใช่กรณีสุดท้าย
เวทีระดมความคิดเห็นครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บอร์ดกระจายเสียง) ได้พยายามเข้ามาแก้ปัญหาตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตัวแทนของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เดียว วรตั้งตระกูล กรรมการผู้จัดการ สายงาน Platform Strategy ได้ดำเนินการเพื่อให้ถูกใจประชาชน โดยการส่งตัวแทนไปหารือกับคณะผู้บริหารของยูฟ่าอีกรอบ โดยหนีบรายละเอียดคุณสมบัติด้านเทคนิคของจานดาวเทียมอีก 8 ราย อาทิ ทรูวิชั่นส์ พีเอสไอ ไอพีเอ็ม ดีทีวี อินโฟแซท ไดน่าแซท ลีโอเทค เพื่อขออนุญาตเผยแพร่ยูโร 2012 โดยยืนยันจะไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเติมจากผู้ประกอบการจานดาวเทียมเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของความถูกต้อง เดียว ยืนยันว่า กรณียูโร 2012 เป็นเรื่องของลิขสิทธิ์สัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งบริษัทไม่ได้มองข้ามสิทธิของผู้บริโภค แต่ทำอย่างไรที่สิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคต้องไม่ขัดกับกฎหมายลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ การออกกฎหมายบังคับต้องออกอากาศรายการฟรีทีวีในทุกช่องทาง (Must Carry Rule) ต้องพิจารณาให้รอบคอบถึงประเด็นเหล่านี้ด้วยเพราะไม่อย่างนั้นในอนาคตจะไม่มีใครกล้าประมูลลิขสิทธิ์รายการถ่ายทอดสดกีฬาจากต่างประเทศเพื่อมาออกอากาศในประเทศไทย
“ปัจจุบัน ด้วยเทคนิคในการออกอากาศรายการโทรทัศน์ ทำให้รายการฟรีทีวีก้าวข้ามไปสู่แพลตฟอร์มอื่น ทำให้เกิดซับ ไลเซ่นส์ขึ้น แพลตฟอร์มอื่น หากต้องการรับชมต้องขออนุญาตเจ้าของสิทธิ์ ธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมาเป็นความเคยชิน ที่สมประโยชน์กันทั้งฟรีทีวีและผู้ได้ลิขสิทธิ์ที่ต้องการอาย บอลล์ แกรมมี่ ไม่ใช่แค่กรณีศึกษา แต่เป็นอาจารย์ใหญ่ ที่ถูกชำแหละ เพื่อให้สังคมไทยได้ก้าวเดินไปโดยไม่ถูกบิดเบือนด้วยความเคยชินเดิมๆ” นายเดียวกล่าว
ประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 กล่าวว่า ต่อไปลิขสิทธิ์จะกลายเป็นเครื่องมือทางการค้าที่รุนแรงมากขึ้นทุกวัน สมัยก่อนทีวีเคยรวมตัวกันเพื่อประมูลซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการสำคัญ เช่น บอลโลก แม้กระทั่งฟุตบอลยูโรในปี 2002 ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดบอลโลก ราคาเพียง 5 ล้านบาท ครั้งต่อมาเพิ่มเป็น 7.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะฉะนั้นเรื่องลิขสิทธิ์เป็นเรื่องของการค้า ต่อไปหากราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่จะรับชมผ่านช่องทางฟรีทีวีมีน้อยมากจะดูต้องเสียเงินอย่างเดียว
ทั้งนี้ ในอนาคตหาก กสทช.จะออกกฎ Must Carry Law เพื่อป้องกันการกีดกันจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ อาจจะแก้ปัญหานี้ได้ส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์จะแก้อย่างไร ใครจะเป็นคนจ่ายค่าลิขสิทธิ์ หากต้องการให้ประชาชนได้ดูอย่างทั่วถึงหรือกสทช.จะอนุญาตให้ฟรีทีวีปัจจุบันนี้ สามารถส่งสัญญาณผ่านช่องทางอื่นๆ ได้ ทั้ง จานดาวเทียม เคเบิลทีวี หรือ ทีวีดิจิตอล เพื่อเพิ่มคุณภาพในการเข้าถึงรายการของประชาชน โดยไม่ต้องไปหาแพลตฟอร์มอื่น
“แม้จะบอกว่ากีฬาบางอย่างต้องการให้ประชาชนจำนวนมากได้ดู แต่ที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าลิขสิทธิ์พวกนี้แพงขึ้นมาโดยตลอด เพราะเป็นเรื่องการค้า ยูฟ่า หรือฟีฟ่า ไม่สนหรอกว่าทำอย่างไรจะให้คนได้ดูจำนวนมาก เข้าสนใจว่าใครจะให้ค่าลิขสิทธิ์เขาสูงกว่ากัน เที่ยวนี้บังคับดูจากกล่องแต่คราวหน้ากำหนดว่าสามารถรับชมผ่านเครื่องรับเฉพาะรุ่นนี้ กสทช.จะทำอย่างไร” ประวิทย์ กล่าว
สมเกียรติ อ่อนวิมล นักวิชาการสื่อสารมวลชนอิสระ กล่าวว่า กรณีของยูโร 2012 มี 2 เรื่อง คือ 1.เรื่องสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และ 2.กฎหมายลิขสิทธิ์ ที่ไทยต้องปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งกรณียูโร 2012 เมื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ตัดสินใจถ่ายทอดผ่านฟรีทีวี ไม่ว่าจะรับด้วยวิธีไหนก็ดูได้หมด เพราะฟรีทีวีคือคลื่นความถี่ที่เป็นสมบัติชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะตามรัฐธรรมนูญ และฟรีทีวี 3 5 7 9 11 และไทยพีบีเอส ต้องปฏิบัติตามนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
นอกจากนี้ ให้ดูในสัญญาสัมปทานของแต่ละช่องว่ามีการกำหนดไว้อย่างไร เพราะในบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดให้สัญญาสัมปทานที่มีอยู่เดิมต้องปฏิบัติตามสัญญาต่อไปหากสัญญากำหนดให้ฟรีทีวีต้องออกอากาศรายการฟรีทั้งหมด ก็ต้องฟรี กรณียูโร 2012 ก็ต้องดูได้ด้วย ไม่ว่าผู้ประกอบการจะเอาลิขสิทธิ์ไปออกอากาศผ่านระบบใด แต่ถ้าออกผ่านฟรีทีวีก็ต้องดูได้หมด
น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า หลังจากฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย จึงเห็นได้ชัดเจนว่า เจ้าของลิขสิทธิ์เอาผู้บริโภคเป็นตัวประกัน โดยการบังคับให้ซื้อกล่องรับสัญญาณเฉพาะของตัวเองเท่านั้น ฟรีทีวีในฐานะผู้ได้รับสัมปทาน มีหน้าที่ผูกพันกับผู้บริโภค ผู้ชม ที่ต้องออกอากาศรายการต่างๆ ตามที่ได้สิทธิมาจากรัฐ ไม่ใช่เอาหน้าที่ตรงนี้ มาเจรจาเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ แล้วมาปิดกั้นการรับชมรายการของประชาชน นี่จะเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นอีกในอนาคต
“เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนใส่สูททะเลาะกัน เอาผู้บริโภคเป็นตัวประกัน โยนบาปให้ผู้บริโภค และโยนขี้ให้ยูฟ่า เป็นเรื่องของธุรกิจหรือเปล่า พฤติกรรมเช่นนี้ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค นอกจากจะยื่นเรื่องฟ้องกสทช.ศาลปกครองแล้ว จะหารือกับสคบ.เพื่อฟ้องฟรีทีวี และยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาให้พิจารณาประเด็นนี้ต่อไปด้วย” น.ส.บุญยืนกล่าว
ขณะที่น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกสทช. กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นกสทช.ดูแลงานคุ้มครองผู้บริโภค ส่วนตัวจะส่งอีเมลล์ถึงประธานยูฟ่า เพื่อชี้แจงถึงระบบการรับชมโทรทัศน์ในประเทศไทย เพื่อขอเปิดสัญญาณยูโร 2012 ส่วนที่ 2 คือรอฟังผลการดำเนินงานจากบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ถ้าคำตอบออกมาเป็นอย่างไร ภายในสัปดาห์นี้จะต้องรับชะตากรรมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น กรณีฟรีทีวี 3, 5, 9 ที่ดำเนินการถ่ายทอดโดยไม่แจ้งให้กสทช.ทราบล่วงหน้า จะขอหารือว่าจะชดเชย หรือมีมาตรการเยียวยาผู้ชมได้อย่างไรต่อไป
ส่วนกรณีทรูวิชั่นส์ ซึ่งมีลูกค้าร้องเรียนเข้ามา 300 กว่าราย ต้องรอฟังคำตัดสินของศาลปกครอง รวมทั้งได้ให้อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไปหารือเพิ่มเติมกับทรูวิชั่นส์ว่าจะหามาตรการเยียวยาได้อย่างไร โดยเฉพาะการยกเว้นค่าบริการ 1 รอบบิล ถ้าหารือกันได้ก็ไม่ต้องใช้คำสั่งทางปกครอง แต่หารือกันไม่ได้ จะหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายแพ่งต่อไป
สำหรับระยะยาว ต้องออกมาตรการเรื่อง Must Carry Rule ที่จะกำหนดในใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ต่อไป คาดว่าจะร่างแล้วเสร็จในเดือนก.ค.นี้ และเข้าสู่การพิจารณาในบอร์ดกสทช.และประกาศใช้ในเดือนส.ค.นี้ ซึ่งในรายละเอียดต้องไปดูว่า ลิขสิทธิ์ประเภทใดที่จะต้อง Must Carry ลิขสิทธิ์ประเภทใดที่จะต้องรับชมผ่านฟรีทีวี หรือ เพย์ ทีวีเท่านั้น รวมทั้งในอนาคตเมื่อฟรีทีวีเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอล จะกำหนดสัดส่วนการออกอากาศให้ครอบคลุมจำนวนครัวเรือนตามที่กำหนด เป็นเงื่อนไขที่ผู้รับใบอนุญาตจะต้องปฏิบัติตาม เพื่อให้ฟรีทีวีเข้าถึงประชาชนทั่วถึงอย่างแท้จริง







