posttoday
ดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้น

ดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้น

20 มิถุนายน 2555

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมภาพรวมเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 106.3 แต่กลุ่มผู้ส่งออกความเชื่อมั่นลดอยู่ที่ 102.4 จาก 107.5 เหตุกังวลวิกฤตยุโรป

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมภาพรวมเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 106.3 แต่กลุ่มผู้ส่งออกความเชื่อมั่นลดอยู่ที่ 102.4 จาก 107.5 เหตุกังวลวิกฤตยุโรป

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมันภาคอุตสาหกรรมไทยประจำเดือนพ.ค. 2555 พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 106.0 เพิ่มขึ้นจากระดับ 104.0 ในเดือนเม.ย. เนื่องจากผู้ประกอบการเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี การบริโภคภายในประเทศ ประกอบกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมได้เข้าสู่ภาวะปกติจากปัญหาอุทกภัยในระยะที่ผ่านมา แต่ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อเศรษฐกิจยุโรปที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม รวมถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และการขาดแคลนแรงงาน

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 111.1 ลดลงจากระดับ 112.6 ในเดือนเม.ย. เนื่องจากองค์ประกอบด้านยอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ยอดขายในต่างประเทศ และต้นทุนประกอบการและผลประกอบการลดลง

ทั้งนี้ หากจำแนกตามการส่งออก พบว่า กลุ่มผู้ประกอบการที่ส่งออกตั้งแต่ 50% ของยอดขายขึ้นไป ดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนพ.ค.จะอยู่ที่ระดับ 102.4 ลดลงจากระดับ 107.5 ในเดือนเม.ย.โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ค่าดัชนีลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเลแช่แข็งและอาหารแปรรูป ปลาป่น ลดลงในตลาดหลัก เช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา อุตสาหกรรมเครื่องประดับ มียอดส่งออกไปประเทศในยุโรปและตะวันออกกลางลดลง

อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มียอดคำสั่งซื้อจากสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ฮ่องกงลดลง เนื่องจากมีสต๊อกสินค้าในตลาดผู้ค้าส่ง เป็นต้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าของผู้ประกอบการในกลุ่มนี้อยู่ที่ระดับ 106.1 ลดลงจากระดับ 109.8

ด้านกลุ่มที่เน้นการขายสินค้าในประเทศ ค่าดัชนียังเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 106.7 จาก 103.4 โดยกลุ่มที่ค่าดัชนีเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม มียอดขายชุดนักเรียน ชุดนักศึกษาและเสื้อผ้าแฟชั่นเพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมเหล็กที่ปริมาณการใช้แผ่นเหล็กในประเทศเพิ่มขึ้นจาการก่อสร้าง อุตสาหกรรมเครื่องจัดกรกลการเกษตร มียอดจายรถไถนา เครื่องจักรที่เกี่ยวกับการผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น

สำหรับสภาวะแวดล้อมในการดำเนินกิจการ ผู้ประกอบการมีความกังวลในประเด็นผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ มากที่สุด รองลงมาเป็นสภาวะเศรษฐกิจโลก ผลกระทบของราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจจากยุโรปส่งผลกระทบตาอผู้ประกอบการไทยในบางอุตสาหกรรม เช่น เครื่องประดับและอัญมณี ยางพารา อาหาร และเครื่องปรับอากาศ แต่ยังกระทบน้อยเพราะสินค้าไทยมีคุณภาพและมีความจำเป็นต่อการบริโภค ส่วนการส่งออกในปีนี้ผู้ประกอบการยังคงเป้าหมายไว้ที่ 15% โดยจะพยายามปรับปรุงการทำงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งผู้ผลิตส่วนใหญ่จะทราบถึงคำสั่งซื้อล่วงหน้าอยู่แล้ว

“โดยภาพรวมคนจะกังวลมากขึ้นแต่ในแง่ธุรกิจผู้ประกอบการต้องสู้จนถึงที่สุด เพราะคำสั่งซื้อก็มีทั้งขึ้นและลงอยู่ตลอด ส่วนจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในเดือนหน้าหรือไม่คงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป” นายพยุงศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ต้องการให้ผู้ประกอบการทำการค้าแบบปกติ ไม่ควรหวังผลกำไรจากการเก็งกำไรค่าเงินทบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ทั้งในส่วนของการรับคำสั่งซื้อ และการซื้อวัตถุดิบมาสต๊อกไว้ เพราะมีโอกาสที่ค่าเงินจะผันผวนได้

               

               

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน