
ม็อบแดงซาพา‘หุ้นบาท’ดีดเด้งสูงสุด
เตือนอย่าตื่นตระหนกใน12วัน
โพสต์ทูเดย์
— หุ้นเด้งทันตาเห็น หลังม็อบสลายตัว ดัชนีพุ่งสูงสุดในเอเชีย ต่างชาติซื้อแผ่วลงเหลือ 475 ล้าน บาทแข็ง กรณ์กล่อมญี่ปุ่นอยู่หมัดตลาดหุ้นวันที่ 12 มี.ค. ผูกติดสถานการณ์ม็อบเสื้อแดงอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้ภาคเช้าดัชนีหุ้นแกว่งแคบๆ และลดลงเล็กน้อย แต่ภาคบ่ายหลังนักลงทุนทราบข่าวดีผู้นำม็อบเสื้อแดงประกาศสลายตัวและนัดชุมนุมกันใหม่ในวันที่14 มี.ค.ที่จะถึงนี้ เกิดความมั่นใจสถานการณ์ไม่รุนแรง จึงกล้าเข้าไปซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ใหญ่ ส่งผลให้ตลาดดีขึ้นต่อเนื่องจนกระทั่งดัชนีปิดที่จุดสูงสุดของวันระดับ 733.34 จุด บวก 7.39 จุด หรือคิดเป็น 1.02% มูลค่าการซื้อขายรวม 15,032 ล้านบาทถือว่าเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในเอเชีย
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิเพียง 476 ล้านบาท น้อยกว่าวันก่อนๆ ที่มียอดซื้อมากกว่า 1,0002,000 ล้านบาท ส่วนสถาบันในประเทศกลับมาเก็บของมากขึ้นเป็น 804 ล้านบาท พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ซื้อ 89ล้านบาท และรายย่อยขายต่อ 1,369 ล้านบาท
นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย กล่าวว่า หุ้นปรับตัวขึ้นได้เนื่องจากจำนวนผู้ชุมนุมมาไม่มากอย่างที่กังวลกัน และม็อบมีการสลายเร็วกว่าที่คาด
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจะต้องติดตามสถานการณ์การชุมนุมในวันอาทิตย์ หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ดัชนีหุ้นก็จะขึ้นต่อได้ และมีโอกาสแตะระดับ 750 จุด เนื่องจากเงินทุนต่างประเทศยังคงไหลเข้ามาในเอเชียรวมถึงตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง และตัวเลขเศรษฐกิจของไทยดีขึ้น
ด้านค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.55/58 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นมาจากเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ถึง 1415 สตางค์/เหรียญสหรัฐ ทั้งๆ ที่ปกติจะแข็งค่าไม่เกิน 0.810 สตางค์ แข็งค่าที่สวนกระแสค่าเงินในภูมิภาคที่นิ่ง
สำหรับแนวโน้มวันจันทร์นักค้าเงินกล่าวว่ายังคาดการณ์ลำบาก ต้องรอดูเหตุการณ์ในช่วงเสาร์อาทิตย์นี้ ถ้าไม่มีความรุนแรง คาดว่าเงินบาทน่าจะแข็งโป๊ก
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยผ่าน Tele Present จากประเทศญี่ปุ่น ระหว่างการเดินทางพบนักลงทุนว่า ได้มีการชี้แจงนักลงทุนญี่ปุ่นกว่า 500 ราย เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยที่ขณะนี้ได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว แต่ยอมรับยังมีประเด็นที่ยังเป็นปัญหา โดยเฉพาะปัญหาการเมืองในประเทศ และการที่ตลาดหุ้นยังเป็นบวก สะท้อนความคิดของนักลงทุนและประชาชน
“
ผมได้บอกกับนักลงทุนญี่ปุ่นว่าไม่ต้องตกใจ ถ้าใน 12 วันนี้เห็นภาพว่ามีการใช้ความรุนแรงมากขึ้นในการชุมนุมประท้วง ซึ่งการได้มีโอกาสชี้แจงจะทำให้ นักลงทุนญี่ปุ่นให้โอกาสไทยมากขึ้น แต่คงไม่ได้ให้ตลอดไป ถ้าไทยยังทำร้ายตัวเองอยู่อย่างนี้ ต่อไปประเทศอื่นคงเลิกคบไทย เพราะเขาก็มีทางเลือกไปลงทุนที่ประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ไม่ว่าใครจะไปโรดโชว์สักกี่ครั้ง ก็คงไม่สามารถโน้มน้าวนักลงทุนต่างประเทศได้” นายกรณ์ กล่าวนายกรณ์ กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นไม่มีสัญญาณใดๆ ที่จะถอนการลงทุน อีกทั้งตอนนี้ญี่ปุ่นได้มุ่งที่จะขยายธุรกิจบริการในไทยเพิ่มขึ้น เพราะเห็นว่ามีศักยภาพพร้อม และไม่ต้องตระหนกหากจะเห็นภาพการใช้ความรุนแรงผ่านสื่อทีวี" นายกรณ์ กล่าว
รมว.คลัง กล่าวอีกว่า ได้ชี้แจงนักลงทุนญี่ปุ่นทราบถึงต้นเหตุของปัญหาการชุมนุม เนื่องจากคนบางกลุ่มคนที่ไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาลคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรีและต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยอ้างความเป็นประชาธิปไตย ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่มองว่าเป็นคำพิพากษาดังกล่าวมีความยุติธรรม
อย่างไรก็ตาม เห็นว่าแม้ระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศต่อประเทศไทยจะมีมากขึ้น แต่ไม่เชื่อว่านักลงทุนญี่ปุ่น หรือนักลงทุนประเทศอื่นๆ จะให้โอกาสแก่ไทยตลอดไป เพราะหากไทยยังมีปัญหาการเมืองต่อไป นักลงทุนต่างประเทศอาจย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียที่มีศักยภาพใกล้เคียงกับไทย ทั้ง อินเดีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ไทยจำเป็นมีการวางแผนยุทธศาสตร์ประเทศในระยะยาว โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดทำแผนยุทธศาสตร์แนวทางการลงทุนและการใช้เงินของรัฐบาล ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อให้เกิดความชัดเจน ในการวางแผนการจัดสรรงบประมาณและหาแหล่งเงินในการลงทุนของรัฐบาลได้ง่ายขึ้น และเพื่อให้ภาคเอกชนได้มีการวางแผนการลงทุนได้ตาม







