posttoday
บิ๊กดาตาขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลส่วนตัว

บิ๊กดาตาขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลส่วนตัว

14 มิถุนายน 2555

โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์

โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์

คำกล่าวที่ว่านี่คือยุคของบิ๊กดาตา หรือข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าปัจจุบันอยู่ที่ 35 เซตาไบต์ หรือประมาณ 1,000 ล้านเทราไบต์ โดย 90% คือข้อมูลที่ไม่ได้มีการจัดการ (Unstructured Data) หรือจะให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือบรรดาข้อมูลทั้งหลายจากโลกออนไลน์ ทั้งรูปถ่ายจำนวนมากที่อัพโหลดขึ้นในฟลิกเกอร์ อินสตาแกรม หรือวิดีโอในยูทูบ รวมถึงการโพสต์ข้อความจำนวนมหาศาสบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก แน่นอนว่ารวมถึงข้อมูลส่วนตัวที่ผู้ใช้ยินดีกรอกไว้เอง เช่น ชื่อ ที่อยู่ ประวัติการเรียนการทำงาน รสนิยมส่วนตัวในด้านต่างๆ รู้หรือไม่ว่า ข้อมูลที่ไม่ได้เป็นระเบียบแบบแผนเหล่านี้ ถูกดึงไปใช้งานในทางธุรกิจ

สุรักษ์ ธรรมรักษ์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเทคโนโลยี อีเอ็มซี โกลบอล เซอร์วิส กล่าวว่า ไม่เพียงแต่ข้อมูลที่กรอกเป็นตัวหนังสือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อมูลพฤติกรรม เช่น ในเฟซบุ๊กที่มีการกดไลค์ (Like) การกำหนดความสัมพันธ์ หรือการไปกดไลค์เพื่อติดตามแฟนเพจในรูปแบบต่างๆ ทั้งหมดมีการนำไปประมูลผล จับคู่ และวิเคราะห์ออกมาในเชิงการตลาดทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น คนที่ชอบการท่องเที่ยวจะติดตามแฟนเพจที่เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษ โฆษณาที่ขึ้นมาบนหน้าเฟซบุ๊ก จะเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การจองที่พัก โปรโมชันสายการบิน การกำหนดความสัมพันธ์ เช่น คนที่แต่งงานแล้วก็จะได้เสนอโฆษณาสินค้าที่เป็นครอบครัว หรือเพื่อลูกมากขึ้น ทั้งหมดเพียงเพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า โอกาสกระตุ้นความต้องการและขายสินค้าได้ก็มีมากขึ้น

ข้อมูลเหล่านี้จะมีความสำคัญมาก ยิ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่มีการเก็บข้อมูลที่มีการจัดการแล้ว ซึ่งก็คือข้อมูลลูกค้าที่ได้รับมาโดยตรง หากมีระบบการบริหารจัดการข้อมูลที่ดี จะสามารถจับคู่ข้อมูลที่ไม่ได้ผ่านการจัดการกับข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้ว เพื่อความน่าเชื่อถือและแม่นยำมากยิ่งขึ้น เรียกว่านอกจากข้อมูลจะมีขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว ต้องมีการประมวลผลที่เร็วด้วย เช่น ลูกค้าของธนาคารที่กรอกข้อมูลว่ามีรายได้ 1 หมื่นบาทต่อเดือน แต่ข้อมูลพฤติกรรมจากเฟซบุ๊ก ระบุว่า ลูกค้าคนนี้มีธุรกิจครอบครัวและนิยมใช้สินค้าแบรนด์เนมราคาแพงเป็นประจำ ทำให้ธนาคารวางแผนเสนอสินค้าทางการเงินที่ถูกต้องได้มากขึ้น

ขณะที่กลุ่มธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐอเมริกา มีการจัดทำบัตรสมาชิกเพื่อสะสมแต้ม ก่อนเข้าศูนย์การค้าต้องสแกนบัตรสมาชิกก่อน ทำให้ศูนย์การค้านั้นรู้ว่าสมาชิกคนใดกำลังเข้ามาในพื้นที่ และมีการยิงโฆษณาโปรโมชันเข้าโทรศัพท์มือถือเพื่อสร้างความต้องการซื้อทันที เรียกว่าเมื่อมีข้อมูลสมาชิกในมือแล้ว ก็สามารถเสนอสินค้าที่คาดว่าจะตรงกับความต้องการทันที ประเด็นนี้ในบ้านเราศูนย์การค้าที่ทำบัตรสมาชิกสะสมแต้ม ทุกครั้งที่สแกนบัตรตอนซื้อสินค้าเสร็จแล้ว มีการเก็บข้อมูลประเภทสินค้า ความถี่ที่มาซื้อสินค้า ไว้ทั้งหมดเพื่อประโยชน์ในการทำตลาด

“ข้อมูลเดิมที่มีอยู่ก็มหาศาลมากแล้ว ข้อมูลใหม่ก็เข้ามาเรื่อยๆ ดังนั้นการประมวลผลต้องเร็วมาก แค่เฉพาะการโฆษณาในเฟซบุ๊ก พอผู้ใช้ล็อกอินเข้าไปแล้ว โฆษณาที่ตรงกับความต้องการต้องขึ้นแสดงผลทันที ช้าก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่ตรงกับที่สนใจก็ไม่มีผล” สุรักษ์ กล่าว

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่สำรวจมาพบว่า การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพทำให้สามารถทำตลาดได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น 61% ประเมินข้อมูลได้อย่างถูกต้องมากขึ้น 45% แบ่งกลุ่มลูกค้าได้ดีขึ้น 41% ประเมินโอกาสทางการขายและการทำตลาดได้ดีขึ้น 38% และสามารถคัดกรองข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ 37% ทั้งหมดคือโอกาสทางธุรกิจของผู้ที่มีข้อมูลขนาดใหญ่และมีการบริหารจัดการ วิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

ในสหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้น เอ็นวายเอสซี เริ่มจากการเป็นผู้ให้บริการตลาดหุ้น และมีบริการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ สุดท้ายเอ็นวายเอสซีได้พัฒนาเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ ที่ไปพร้อมกับข้อมูลขนาดใหญ่ไปในตัว นั่นเพราะเมื่อมีข้อมูลอยู่มากที่สุดแล้ว เพียงแต่ใช้เครื่องมือมาวิเคราะห์และเสนอรายงานให้กับผู้ที่ซื้อข้อมูล ซึ่งก็คือสถาบันการเงินและนักลงทุนทั้งหลายนั่นเอง

สำหรับอีเอ็มซีถือว่ามีส่วนในการ บริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่นี้อย่างใกล้ชิด โดยมีระบบดาตาเบสกรีนพลัมสำหรับจัดการข้อมูลที่มีการบริหารจัดการแล้ว และฮาดูปสำหรับจัดการข้อมูลที่ยังไม่ได้ผ่านการจัดการ ซึ่งทั้งสองระบบจะทำการรวบรวมข้อมูลจาก 2 ส่วนเข้าด้วยกันเป็นการเตรียมวัตถุดิบให้พร้อมเพื่อส่งต่อให้กับผู้ทำการวิเคราะห์ดำเนินการต่อไป

วันนี้ต้องย้อนกลับไปถามตัวเองว่า ข้อมูลที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวของพวกเราผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ได้มีการเปิดเผยไปโดยไม่ทันยั้งคิด หรือเปิดเผยมากเกินไปหรือไม่ อย่าคิดว่าการกำหนดให้ข้อมูลที่กรอกไว้เป็นส่วนตัว แต่ความจริงแล้วเงื่อนไขการให้บริการ มีการระบุชัดเจนว่าทางผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์กสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในทางธุรกิจ หากไม่ใช้เองก็สามารถนำไปขายต่อได้ ดังนั้นคิดให้ดีก่อนจะเปิดเผย เพราะทุกวันนี้มีธุรกิจไม่น้อยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลส่วนตัว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน