
เร่งโอนทำตลาดบ้าน3เดือนพุ่งก่อนตกวูบ
โพสต์ทูเดย์
— โค้งสุดท้ายมาตรการอสังหาฯ ดันตลาดบ้านไตรมาสแรกโต ก่อนชะลอตัวในไตรมาส 2นายธวัชไชย สุทธิกิจพิศาล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน เปิดเผยว่า ในงานสัมมนาเรื่องอนาคตตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย นโยบายและกลยุทธ์ในปี 2553 ว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ คาดว่าจะยังคงทรงตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยขณะนี้ จะมียอดเร่งโอน เพื่อให้ทันกับมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะหมดอายุลงในวันที่ 28 มี.ค. นี้ แต่หลังจากนั้นจะมีการชะลอตัวลงในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งจะเห็นได้ชัดในเดือน เม.ย. เนื่องจากมีการเร่งโอนไปก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ประกอบการรายกลางรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าสินเชื่อโครงการของธนาคารในปีนี้จะมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น นับจากต้นปีเป็นต้นมาได้ปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการไปแล้ว 20 โครงการ มูลค่า 2,000 ล้านบาท โดยธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อโครงการอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 1.61.7 หมื่นล้านบาท จากปี 2552 ที่ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 1.5 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกันทางธนาคาร ก็ช่วยผู้ประกอบการรายเล็กให้สามรถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดได้ เช่น เป็นตัวกลางในการเจรจาซื้อวัสดุก่อสร้างกับบริษัท ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง โดยจะซื้อเป็นล็อตใหญ่เพื่อให้ได้ราคาเท่ากับผู้ประกอบการรายใหญ่ซื้อ รวมไปถึงการร่วมกันจัดงานขายสินค้า เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายเล็กและกลางในการขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น สำหรับการชุมนุมทางการเมืองถือเป็นเพียงปัญหาระยะสั้นเท่านั้น แต่เชื่อว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่น่าจะมีปัญหารุนแรง โดยเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ เหมือนในช่วงปีที่ผ่านมาที่มี เพราะไม่ว่าการเมืองจะเป็นเช่นไร ความต้องการบ้านก็ยังคงอยู่
ด้านนายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะทำให้การปล่อยสินเชื่อบ้านทั้งระบบเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 20% และหลังจากหมดมาตรการแล้วตลาดจะซึมไปสักระยะหนึ่ง ในช่วงเดือน เม.ย. ขณะที่การชุมนุมกันทางการเมืองในเวลานี้ ถือว่าไม่ใช่เป็นปัจจัยหลักที่กระทบกับกำลังซื้อ เนื่องจากคนที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ จะมองในระยะยาวมากกว่า
สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่จะเติบโตได้ดีนั้นจะอยู่ที่ระดับราคาไม่เกิน 34 ล้านบาท แต่ก็เป็นระดับราคาที่มีการแข่งขันสูง ขณะเดียวกันกลุ่มบ้านเอื้ออาทร และบ้านบีโอไอ จะออกมาสู่ตลาดจำนวนมาก ขณะที่ปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่ครองส่วนแบ่งการตลาด 2 ใน 3 เฉพาะที่อยู่อาศัยใน กทม. และปริมณฑล มีมูลค่า 4 แสนล้านบาท







